นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า กรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศพร้อมยุบสภา ในวันที่ 12 ธ.ค.68 นั้นไม่มีผลต่อแผนเศรษฐกิจ เพราะใน 6 สัปดาห์ รัฐบาลได้ผลักดันมาตรการออกมาเกือบทุกมาตรการแล้ว ซึ่งจะพยายามทำให้ทุกมาตรการเสร็จภายในเดือน ธ.ค.นี้
ทั้งนี้ สัปดาห์หน้าจะมีมาตรการส่งเสริมการลงทุน เกี่ยวกับด้านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) อาทิ โครงการฟาสต์ พาส ซึ่งตอนนี้มีบริษัทขนาดใหญ่กว่า 60 บริษัท พร้อมลงทุนในประเทศไทย คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 300,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะปลดล็อกการลงทุนดังกล่าว ผ่านโครงการดังกล่าว เพื่อแก้ไขอุปสรรคด้านกฎหมาย กฎกติกาที่ล่าช้า และความซ้ำซ้อนของการขออนุญาตต่างๆ
สำหรับมาตรการถัดไป ด้านการส่งเสริมการออมนั้น จะเสร็จใน 2 สัปดาห์ และได้เห็นในเดือน ธ.ค.นี้เช่นเดียวกัน โดยขณะนี้อยู่ระหว่างออกแบบบัญชี ส่งเสริมการออมส่วนบุคคล เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่ารูปแบบการลดหย่อนภาษีแบบเดิม ซึ่งบางครั้งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน โดยผู้ลงทุนจะสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินได้ตามความต้องการและความเสี่ยงที่ยอมรับได้ เช่น พันธบัตร
นอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนส่งเสริมการออมของประชาชน ผ่านการเสี่ยงโชค โดยจะให้เงินคืนสำหรับผู้ซื้อหวยแต่ไม่ถูกรางวัล โดยผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกระทรวงการคลังจะกำหนดให้สะสมเงินออมจากการซื้อหวยแล้วไม่ถูกรางวัลถึงอายุ 55 ปีจึงจะสามารถถอนเงินได้ ส่วนผู้ที่ยังซื้อหวยอยู่ จะกำหนดให้สะสมอีก 5 ปี เป็นต้น
ขณะเดียวกันยังมีมาตรการดูแลเอสเอ็มอี ทั้งการแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยใช้กลไกของ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของธนาคาร พร้อมทั้งใช้สถาบันการเงินของรัฐในการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้เอสเอ็มอีเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายขึ้น
ตลอดจนเร่งรัดการคืนภาษีสรรพากรที่ค้างอยู่ประมาณ 40,000 ล้านบาท ให้กับผู้ประกอบการที่ดี และจะมีโครงการบริษัทใหญ่ช่วยบริษัทเล็กเป็นการให้เงินทุนสนับสนุน เพื่อให้เอสเอ็มอี สามารถเปลี่ยนผ่านไปใช้เทคโนโลยีดิจิทัล
นายเอกนิติ กล่าวว่า การเดินหน้าเจรจาภาษีสหรัฐนั้น ทีมเจรจาจะยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยได้มีการหารือร่วมกับ รมว.พาณิชย์ เรื่องแผนการเจรจา โดยสหรัฐอเมริกายังคงเป็นตลาดส่งออกขนาดใหญ่อันดับ 1 ที่สำคัญของไทย ขณะเดียวกันจะมีการหาตลาดใหม่ ด้วย
ส่วนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ได้ชี้แจงประเด็นนี้กับนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยเรียนว่านโยบายดังกล่าวมาจากแผนการคลังระยะปานกลาง โดยโจทย์สำคัญของแผนนี้คือการทำให้ฐานะทางการคลังของประเทศมั่นคงและแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้บอกว่าจะขึ้นภาษีตอนนี้ ซึ่งเป็นแผนที่รัฐบาลต้องเตรียมไว้ในอนาคต



