เมื่ออายุมากขึ้น ความแข็งแรงและระบบภูมิคุ้มกันต่างๆในร่างกาย ก็เสื่อมถอยลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการเสริมภูมิคุ้มกันโรคด้วยการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุจึงเป็นวิธีที่ดี นอกจากจะป้องกันการติดเชื้อโรคสำคัญๆ ยังช่วยลดความรุนแรงของโรคได้เช่นกัน
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีเกร็ดความรู้คำแนะนำวัคซีนสำคัญที่ผู้สูงอายุควรได้รับ ได้แก่
1.วัคซีนไข้หวัดใหญ่
เป็นวัคซีนที่ช่วยลดความรุนแรงของโรค ลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลและลดความเสี่ยงในการเสียชีวิต โดยวัคซีนไข้หวัดใหญ่ประกอบด้วยไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 – 4 สายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์ A จำนวน 2 สายพันธุ์ และสายพันธุ์ B จำนวน 1-2 สายพันธุ์
ควรได้รับวัคซีนทุกปี
องค์ประกอบของวัคซีนจะมีการปรับเปลี่ยนทุกปี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) เพื่อให้ตรงกับสายพันธุ์ไวรัสที่คาดว่าจะระบาดในแต่ละปี นอกจากนี้ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนจะลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
วิธีการฉีด : ฉีด 1 เข็ม เป็นประจำทุกปี แนะนำให้ฉีดวัคซีนก่อนเข้าฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม) หรือก่อนเริ่มฤดูหนาว (เดือนตุลาคม) ซึ่งมักจะมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ โดยสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนชนิดอื่นได้
กลุ่มที่ควรฉีดเป็นพิเศษ
ได้แก่ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอด ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ข้อควรระวัง
ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน
2.วัคซีนงูสวัด
ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคและความรุนแรงของอาการ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ซึ่งโรคนี้อาจทำให้เกิดอาการปวดแสบร้อน หรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้ ปัจจุบันมีวัคซีน 2 ชนิด คือ วัคซีนเชื้อตาย และวัคซีนเชื้อเป็น
วิธีการฉีด : (คำแนะนำการฉีดวัคซีน)
-สำหรับวัคซีนเชื้อตาย ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 2-6 เดือน สำหรับผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
-สำหรับวัคซีนเชื้อเป็น ฉีด 1 เข็ม ครั้งเดียว ในผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (ไม่สามารถฉีดในผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องได้)
ข้อควรระวัง
– ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน
– หากเคยเป็นงูสวัด ควรเว้นระยะอย่างน้อย 6 เดือนก่อนฉีด
– ควรปรึกษาแพทย์หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยากดภูมิคุ้มกัน
3.วัคซีนปอดอักเสบนิวโมค็อกคัส
เป็นวัคซีนที่ป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมค็อกคัส (Streptococcus pneumoniae) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคปอดอักเสบและการติดเชื้อร้ายแรงอื่นๆ เช่น การติดเชื้อในกระแสเลือด เยื่อหุ้มในสมองอักเสบ การติดเชื้อในหู

ชนิดของวัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบนิวโมค็อกคัส
-ชนิดคอนจูเกต หรือ PCV (Pneumococcal conjugate vaccine) มีชนิด 10 สายพันธุ์ (PCV10) และ 13 สายพันธุ์ (PCV13)
-ชนิดโพลีแซคคาไรด์ หรือ PPSV23 (Pneumococcal polysaccharide vaccine) มีชนิด 23 สายพันธุ์ (PPSV23) ใช้ในเด็กอายุ 2 ปีขึ้นไป และผู้ใหญ่
วิธีการฉีด : ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปและไม่เคยฉีดวัคซีนนิวโมค็อกคัสมาก่อน แนะนำให้ฉีดชนิด 13 สายพันธุ์ 1 เข็ม จากนั้นอาจพิจารณาฉีดชนิด 23 สายพันธุ์อีก 1 เข็ม ห่างกันอย่างน้อย 1 ปี
กลุ่มที่ควรฉีดเป็นพิเศษ
ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป, ผู้ป่วยเบาหวาน, ผู้ที่มีโรคปอดเรื้อรัง, ผู้ที่มีโรคหัวใจ, ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง, ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ
ข้อควรระวัง
-ห้ามใช้ในผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของวัคซีน
-ระวังในผู้ที่มีประวัติแพ้วัคซีนคอตีบ (Diphtheria toxoid) สำหรับวัคซีน PCV
สำหรับวัคซีนอื่นๆ อาทิ วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สามารถพิจารณาฉีดได้ โดยปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร
อาการข้างเคียงที่พบได้ทั่วไปหลังฉีดวัคซีน
อาจมีอาการปวด บวม แดง หรือคันบริเวณที่ฉีด รวมถึงอาการไข้ วิงเวียน ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งมักจะหายได้ภายใน 2-3 วัน
หากอาการไม่ดีขึ้น หรือมีอาการผิดปกติ เช่น ผื่นขึ้นทั่วตัว แน่นหน้าอก หายใจลำบาก วูบ หรือเป็นลมซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะแพ้อย่างรุนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที.



