นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า นโยบายการเงินในเรื่องของการพิจารณาดอกเบี้ยนโยบาย ยืนยันว่าพร้อมใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย (ลดดอกเบี้ย) ถ้าหากมีความจำเป็นและสนับสนุนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่การตัดสินใจของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นอยู่กับการประเมินข้อมูลและสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้น โดยมองว่ายังมีช่องทาง และ Room ที่จะลดดอกเบี้ยนโยบายต่อได้
“เศรษฐกิจไม่ดีมาจากโครงสร้าง มาจากขีดความสามารถทางการแข่งขัน เศรษฐกิจ K-shape , สังคมผู้สูงวัย แต่การลดดอกเบี้ยมีผลตรงนี้อย่างจำกัด แต่มีผลให้คนลดภาระทางด้านการเงิน”

ขณะที่ได้มีนักเศรษฐศาสตร์จำนวนมาก เกิดคำถามว่าทำไม ธปท.ถึงไม่ทำมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือการทำ QE (Quantitative Easing) นั้น โดยต้องดูบริบทของประเทศไทย การทำ QE (การซื้อพันธบัตรระยะยาว) มีจุดประสงค์หลักในการกดดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวให้ลดลง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดเงิน
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาระบบธนาคาร ซึ่งหุ้นกู้ในไทยส่วนใหญ่มีอายุสั้น (ไม่เกิน 10 ปี) ทำให้การลดลงของดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาว มีผลต่อเศรษฐกิจจำกัดมาก ถ้าหาก ธปท. ปั๊มเงินเข้าสู่ระบบโดยการซื้อพันธบัตร แต่ความต้องการกู้ยืมยังไม่เพิ่มขึ้น เงินที่ถูกปั๊มเข้ามาจะไหลกลับเข้าสู่ระบบ RP (Reverse Repo) ทันที ทำให้ปริมาณเงินในระบบไม่เพิ่มขึ้น และ ธปท. มีต้นทุนเพิ่มขึ้น
“ปริมาณเงินในระบบจะเพิ่มขึ้นและส่งผลต่อเศรษฐกิจได้จริง ก็ต่อเมื่อธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ ธปท. ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอี ซึ่งปัจจุบันติดลบมา 13 ไตรมาสแล้ว”


ส่วนสถานการณ์ค่าเงินบาทแข็งค่า สาเหตุเกิดจากเงินดอลลาร์อ่อนค่า 7% สอดคล้องกับสกุลเงินทุกสกุลผูกเป็นดอลลาร์ และมาจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในช่วงต้นปี โดยธปท.อยากเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าลงให้เหมาะสมกับสภาวะทางเศรษฐกิจจริงของประเทศ และมองว่าในปี 69 การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะลดลง จากปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่า 5%
ขณะที่การแทรกแซงมีข้อจำกัดภายใต้เกณฑ์ Currency Manipulator ของสหรัฐฯ เกณฑ์สำคัญคือห้ามเข้าซื้อ FX มากกว่า 2% ของ GDP ภายใน 12 เดือน ปริมาณดังกล่าวเพียงพอสำหรับการลดความผันผวนเท่านั้น แต่ไม่สามารถเทหน้าตัก เพื่อตรึงหรือลากให้ค่าเงินอ่อนกลับทิศทางได้โดยไม่ผิดเกณฑ์ แต่หากเกิดภาวะจำเป็นจริง ๆ ที่ต้องป้องกัน ธปท. ก็พร้อมที่จะนำเงินทุนสำรองมาใช้

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาโตช้า และกนง.เป็นห่วง จึงเห็นด้วยลดดอกเบี้ยรวม 1% ในช่วงที่ผ่านมา และจุดยืนนโยบายสนับสนุนนโยบบายการเงินผ่อนคลาย เพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยมองไปข้างหน้า 2-3 สัปดาห์ (ประชุมกนง.ในวันที่ 17 ธ.ค.68) กนง.จะดูข้อมูลล่าสุด จุดยืนผ่อนคลายอยู่แล้วจำเป็นต้องผ่อนคลายเพิ่มเติมหรือไม่
อย่างไรก็ตามจุดยืนเห็นด้วยกับการไม่เป็นอุปสรรคขยายตัวเศรษฐกิจ แต่ปัญหาหลักภาวะการเงิน คือ เรื่องเครดิตคอสต์ และเศรษฐกิจโตต่ำในปีหน้า จากที่คุยผู้ประกอบการ 800 ราย ต้นทุนการเงินไม่ได้เป็นตัวต้นๆของธุรกิจ แต่เกิดจากปัญหาของเศรษฐกิจ ความไม่แน่นอนของการลงทุน ทำให้มองว่าเป็นปัญหามากกว่า เชื่อว่าถ้าเป็นปัญหาการเงินจะแก้ได้ไม่ยาก



