“ทุเรียนไทยกำลังเสียแชมป์ให้กัมพูชา” ประโยคนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ จนทำให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่า อุตสาหกรรมทุเรียนไทย ซึ่งสร้างรายได้ปีละหลายแสนล้านบาท กำลังถูกประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาแย่งตลาดจีนหรือไม่??
แต่เมื่อเปิดดูตัวเลขการค้าจริง คำตอบกลับไม่ใช่อย่างนั้น กลับพบว่า ไทยยังคงเป็นประเทศที่ส่งออกทุเรียนสดไปจีนมากที่สุด และในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 ไทยยังทำสถิติส่งออกทุเรียนไปจีนสูงกว่า 870,000 ตัน มูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท ถือเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
ขณะที่กัมพูชา เพิ่งได้รับอนุญาตให้ส่งออกทุเรียนสดเข้าสู่จีนได้โดยตรงเมื่อปี 2568 และล่าสุดการส่งออกขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ปริมาณยังอยู่เพียงหลักไม่กี่พันตัน ซึ่งยังห่างจากไทยมาก
ดังนั้น หากถามว่า “ทุเรียนเขมรแซงไทยแล้วหรือยัง” คำตอบคือ “ยัง”แต่หากถามว่า “กำลังไล่ตามหรือไม่” คำตอบคือ “ใช่” คู่แข่งตัวจริงอาจไม่ใช่กัมพูชา
หลายปีที่ผ่านมา ประเทศที่ทำให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดจีนมากที่สุดคือ” เวียดนาม”
หลังได้รับสิทธิ์ส่งออกทุเรียนสดเข้าสู่จีน เวียดนามขยายพื้นที่ปลูกอย่างรวดเร็ว ใช้ระยะทางขนส่งที่สั้นกว่า ราคาต่ำกว่า และสามารถส่งผลผลิตเข้าสู่ตลาดจีนได้แทบตลอดปี ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของไทยลดลง แม้ไทยยังครองอันดับหนึ่งอยู่ก็ตาม
ส่วนกัมพูชากำลังเดินตามเส้นทางเดียวกัน แต่จุดแข็งของกัมพูชา แม้ผลผลิตยังไม่มาก แต่กัมพูชามีข้อได้เปรียบหลายด้าน ค่าแรงต่ำกว่า ราคาที่ดินยังไม่สูง พื้นที่ปลูกใหม่ให้ผลผลิตคุณภาพดี นักลงทุนจีนเข้าไปลงทุนจำนวนมาก เส้นทางขนส่งเชื่อมจีนสะดวกขึ้น เมื่อจีนเปิดตลาดอย่างเต็มรูปแบบ การเติบโตจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ไทยน่าห่วงกว่า “คู่แข่ง” ปัญหาของไทยกลับไม่ได้อยู่ที่ประเทศเพื่อนบ้านเพียงอย่างเดียว แต่คือ ปัญหาทุเรียนอ่อนสารตกค้าง การสวมสิทธิ์ คุณภาพไม่สม่ำเสมอ ต้นทุนการผลิตสูง รวมทั้งการแข่งขันกันเองด้านราคา
ปัญหาเหล่านี้ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้ซื้อจีนลดลงในบางช่วง จนภาครัฐต้องยกระดับมาตรการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของทุเรียนไทย
วันนี้ ไทยยังเป็นเบอร์หนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตลอดไป
เมื่อเวียดนามเติบโตอย่างรวดเร็ว และกัมพูชาเริ่มเข้าสู่ตลาดจีนอย่างจริงจัง การแข่งขันในอนาคตจะไม่ใช่การแข่งขันเรื่อง “ใครมีผลผลิตมากกว่า” หากแต่เป็นการแข่งขันด้าน คุณภาพ มาตรฐาน ความน่าเชื่อถือ และการบริหารต้นทุน
หากไทยยังรักษาคุณภาพผลผลิต ควบคุมมาตรฐาน และพัฒนาห่วงโซ่อุปทานได้อย่างต่อเนื่อง โอกาสรักษาความเป็นผู้นำยังมีสูง แต่หากปล่อยให้ปัญหาคุณภาพและต้นทุนสะสมต่อไป ประเทศเพื่อนบ้านก็พร้อมก้าวขึ้นมาแบ่งส่วนตลาดได้ทุกเมื่อ
วันนี้ “ทุเรียนเขมร” ยังไม่แซงไทยในตลาดจีน แต่กำลังเป็น “คู่แข่งรายใหม่” ที่ไม่ควรมองข้าม และสัญญาณเตือนที่แท้จริงของไทย ไม่ใช่การเติบโตของกัมพูชาเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นความสามารถของไทยในการรักษาคุณภาพและความเชื่อมั่นของตลาดจีนในระยะยาว.



