นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เปิดเผยว่า ข้อเสนอของนายกสมาคมโรงสีข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่เสนอให้ปรับรูปแบบการช่วยเหลือเกษตรกรจาก ไร่ละ 1,000 บาท  เป็น”ตันละ 1,000 บาท โดยย้ำว่า แนวคิดดังกล่าวไม่ตอบโจทย์การช่วยเหลือชาวนา และอาจสร้างปัญหาตามมามากกว่าผลดี เป้าหมายของมาตรการช่วยเหลือคือการบรรเทาภาระ ต้นทุนการผลิต ไม่ใช่การจ่ายเงินตามปริมาณผลผลิต เพราะไม่ว่าชาวนาจะได้ข้าวมากหรือน้อย ต้นทุนในการไถ หว่าน ดำนา ใส่ปุ๋ย และดูแลแปลงนา ก็แทบไม่ต่างกัน การนำผลผลิตมาเป็นเกณฑ์จึงไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง

นอกจากนี้ ผลผลิตข้าวของชาวนาแต่ละพื้นที่แตกต่างกันอยู่แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 500-800 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นอยู่กับสภาพดิน น้ำ และภูมิอากาศ หากใช้ผลผลิตเป็นตัวกำหนดเงินช่วยเหลือ ชาวนาในพื้นที่ที่ผลผลิตต่ำจากข้อจำกัดทางธรรมชาติ จะได้รับเงินน้อยลง ทั้งที่มีต้นทุนใกล้เคียงกับพื้นที่อื่น ทำให้การช่วยเหลือไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม

ส่วนประเด็นที่มีการอ้างถึงการแตกครัวเรือนเพื่อรับสิทธิ์นั้น สมาคมฯ มองว่าเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะการแยกครัวเรือนเกิดขึ้นตามวิถีชีวิต เมื่อบุตรหลานเติบโตและแยกครอบครัวออกไป ขณะที่พื้นที่นาก็ยังเท่าเดิม อีกทั้งโครงการช่วยเหลือก็กำหนดเพดานพื้นที่ต่อครัวเรือนไว้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น 10 หรือ 20 ไร่ ดังนั้น ต่อให้แบ่งเป็นหลายครัวเรือน วงเงินช่วยเหลือรวมก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น

“หากครอบครัวหนึ่งมีพื้นที่ 10 ไร่ เดิมได้รับเงินช่วยเหลือ 10,000 บาท แต่หากแบ่งเป็น 5 ครัวเรือน แต่ละรายจะได้รับเพียง 2,000 บาท รวมแล้วก็ยังเท่าเดิม จึงมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแตกครัวเรือน แต่ควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบกรณีเจ้าของที่ดินนำสิทธิ์ของผู้เช่านาไปใช้ ซึ่งมีอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อย”

อีกประเด็นที่สมาคมฯ กังวล คือการเปลี่ยนไปใช้ผลผลิตเป็นเกณฑ์จะเพิ่มภาระให้ภาครัฐ เพราะปัจจุบันการเก็บข้อมูลพื้นที่เพาะปลูกมีความชัดเจนและตรวจสอบได้ง่ายกว่า แต่หากต้องสำรวจผลผลิตของชาวนากว่า 4.68 ล้านครัวเรือน จะทำให้การตรวจสอบยุ่งยาก มีโอกาสเกิดข้อมูลคลาดเคลื่อน หรือแม้แต่การแจ้งตัวเลขผลผลิตเกินจริง จนรัฐต้องเสียเวลาและงบประมาณในการตรวจสอบย้อนหลัง

การเลือกปลูกพันธุ์ข้าวเป็นสิทธิของชาวนาแต่ละราย ซึ่งจะพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่ ต้นทุน และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ จึงไม่ควรนำมาเป็นเงื่อนไขของการช่วยเหลือ ส่วนข้อเสนอให้ใช้แอปพลิเคชันหรือระบบใหม่ในการดำเนินโครงการ หากไม่เชื่อมโยงกับระบบที่ชาวนาคุ้นเคย ก็จะยิ่งเพิ่มภาระให้เกษตรกร โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ยังไม่ถนัดการใช้เทคโนโลยี

นอกจากนี้ สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย แสดงความไม่พอใจต่อการตั้งข้อสังเกตเรื่องการสวมสิทธิ์ โดยระบุว่า การพูดในลักษณะดังกล่าวเหมือนเป็นการกล่าวหาชาวนาว่าทุจริต ทั้งที่ชาวนาเป็นผู้ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมาโดยตลอด พร้อมฝากถึงผู้เสนอแนวคิดว่า ก่อนจะกล่าวหาชาวนา ควรย้อนกลับไปพิจารณาปัญหาในภาคส่วนของตนเองให้รอบด้านเสียก่อน