การเมืองครั้งนี้ ถือเป็นช่วงหนึ่งที่แต่ละพรรคการเมือง ต้องสู้กันอย่างดุเดือดที่สุด อนาคตจะเป็นอย่างไร ก็ต้องไปวัดกันกับหนทางข้างหน้า ที่เรียกว่าระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน
“พรรคชาติไทยพัฒนาถือเป็นตำนานการเมือง” หากจะเล่าประวัติศาสตร์พรรคการเมืองไทยที่ยืนหยัดผ่านทั้ง ยุครุ่งเรือง ยุคมรสุมทางอำนาจ และมาถึงวันนี้เป็นการเมืองที่ต้องเลือกตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง ที่ “ท็อป” วราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ยกทีมเลือดสุพรรณบุรี สู่อ้อมอกพรรคภูมิใจไทย กับการเลือกตั้งที่จะมาถึงครั้งนี้ จะถือว่าเป็นการปิดตำนานพรรคชาติไทย ที่ “พ่อเติ้ง” บรรหาร ศิลปอาชา สร้างพรรคนี้มากับมือ อยู่คู่กับคนสุพรรณบุรีมานาน
สำหรับบทเดินทางของพรรค “ชาติไทยพัฒนา” เริ่มต้นมาจาก “ซอยราชครู” แหล่งอำนาจหลังรัฐประหาร 2490 ก่อนจะงอกงามขึ้นเป็น “พรรคชาติไทย” ในปี 2517 ยุคที่ประเทศไทยเพิ่งมีรัฐธรรมนูญประชาธิปไตยชุดใหม่ ในช่วงเตรียมการเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญ 2517
ผู้ก่อตั้งหลักเชื่อมโยงกับกลุ่มซอยราชครู ที่มี จอมพล ผิน ชุณหะวัณ เป็นศูนย์กลางอำนาจ หนึ่งในแกนนำสำคัญ ได้แก่ พล.ต.ประมาณ อดิเรกสาร, พล.ต.ศิริ สิริโยธิน และ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งนำเครือข่ายเดิม มาพัฒนาพรรคให้เป็นผู้เล่นหลักทางการเมืองยุคใหม่

ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ : ‘เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า’
เมื่อ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทย และชนะการเลือกตั้งปี 2531 เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 17 พร้อมนำนโยบายเด่น “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” เปิดความร่วมมือเศรษฐกิจกับประเทศอินโดจีน แต่รัฐบาลต้องยุติลงหลังถูกคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ รัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534
ยุค นายบรรหาร ศิลปอาชา : เสาหลักพรรคชาติไทย
ปี 2537 นายบรรหาร ศิลปอาชา ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค และเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 21 หลังการเลือกตั้งปี 2538 เขามีบทบาทผลักดันรัฐธรรมนูญปี 2540 และสร้างฐานอิทธิพลทางการเมืองในจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างมั่นคง ทำให้ “บ้านใหญ่สุพรรณ” กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำพรรค

การยุบพรรคชาติไทยปี 2551
วันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทย ส่งผลให้กรรมการบริหารรวม 109 คน รวมถึง นายบรรหาร ศิลปอาชา และ นางกัญจนา ศิลปอาชา ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี แม้พรรคต้องสิ้นสภาพ แต่เครือข่ายเดิมยังคงอยู่ครบ
ก่อตั้งพรรคชาติไทยพัฒนา
หลังยุบพรรค กลุ่มอดีตสมาชิกได้ก่อตั้ง “พรรคชาติไทยพัฒนา” โดยมี นายธีระ วงศ์สมุทร เป็นหัวหน้าพรรคคนแรก พรรคยังคงใช้บุคลากรและเครือข่ายดั้งเดิมเป็นแกนหลัก โดยเฉพาะฐานใหญ่ในจังหวัดสุพรรณบุรี
ยุค นายชุมพล ศิลปอาชา : พรรคกลางที่ร่วมรัฐบาลหลายขั้ว
ต่อมา นายชุมพล ศิลปอาชา รับตำแหน่งหัวหน้าพรรค และเข้าร่วมรัฐบาลทั้งสมัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นบทบาทสำคัญที่สะท้อนภาพพรรคกลาง พร้อมร่วมงานได้หลายฝ่าย จนกระทั่งนายชุมพล ถึงแก่อสัญกรรมในปี 2556

ทำหน้าที่ดูแลพรรค
นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา จะต้องทำหน้าที่นำพรรคชาติไทยพัฒนาต่อหลังจากแกนนำพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมือง โดยผลักดันการดึงคนรุ่นใหม่เข้าสู่พรรค เช่น นายเสมอกัน เที่ยงธรรม, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, นายวราวุธ ศิลปอาชา
ยุค นายวราวุธ ศิลปอาชา : รีแบรนด์สู่พรรคสายสิ่งแวดล้อม
ปี 2565 นายวราวุธ ศิลปอาชา ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมรีแบรนด์พรรคให้เชื่อมโยงกับประเด็นสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน โดยต่อยอดจากประสบการณ์รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ในขณะนั้น
นโยบาย WOW THAILAND
พรรคเปิดตัวแพ็กเกจ “WOW THAILAND – Wealth Opportunity and Welfare for All” เน้น เกษตรสมัยใหม่ สิ่งแวดล้อม สวัสดิการระยะยาว เช่น คาร์บอนเครดิต การลดก๊าซมีเทน เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี บ่อบาดาลทุกตำบล ไฟฟ้าราคาถูกสำหรับเกษตรกร และสวัสดิการผู้สูงอายุ-คนพิการ

บทบาทในรัฐบาลเศรษฐา
พรรคได้โควตารัฐมนตรี 2 ตำแหน่ง ได้แก่ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พม., นายอนุชา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขณะที่ นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา เป็นประธานคณะที่ปรึกษาพรรค
ฐานเสียงบ้านใหญ่สุพรรณ-นครปฐม
ถือเป็นพรรคที่ยังมีฐานเสียงแข็งแรงในจังหวัดสุพรรณบุรีและนครปฐม โดยมีตระกูลสะสมทรัพย์ เป็นกำลังหลัก พร้อมความพยายามขยายสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่และประชาชนในเมือง

กระแสข่าวย้ายพรรคปี 2568 และจุดเปลี่ยนใหม่
ระหว่างวันที่ 18-22 พฤศจิกายน 2568 เกิดข่าวลือว่าพรรคชาติไทยพัฒนาอาจย้ายไปร่วมพรรคภูมิใจไทย จนกระทั่งวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นายวราวุธ ศิลปอาชา, นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรค และ สส.หลายคน รวมถึง นายอนุรักษ์ จุรีมาศ, นายเสมอกัน เที่ยงธรรม, นายพาณุวัฒน์ สะสมทรัพย์, นายศุภโชค ศรีสุขจร เดินทางเข้าร่วมประชุมใหญ่พรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ นายวราวุธ ย้ำว่าไม่ใช่ “ศิลปอาชาทิ้งพรรค” แต่เป็นการปรับยุทธศาสตร์เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ โดยเฉพาะระบบน้ำและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งต้องอาศัยพลังจากพรรคการเมืองขนาดใหญ่ขึ้น



