เมื่อวันที่ 26 พ.ย.68 นายสุวิช จำปานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมาธิการการกีฬาวุฒิสภา ได้เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.), สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ, กองบังคับการตำรวจนครบาล 4 และผู้แทน กทม. เข้าชี้แจงความพร้อมการจัดการแข่งขันฟุตบอลชาย ระหว่าง ทีมชาติไทย และ ทีมชาติกัมพูชา ในศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 33
ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ ที่ปรึกษาอนุ กมธ.ด้านการกีฬา ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์เชิงอ่อนไหว ระหว่างสองประเทศที่มีความขัดแย้ง โดยต้องให้ความสำคัญในการเตรียมรับมือกรณีฉุกเฉิน ทั้งการก่อการจราจลในสนาม เฉพาะการปะทะกันของกองเชียร์ หากเกิดกรณีฉุกเฉิน พร้อมกำชับคณะกรรมการจัดการแข่งขันฯ ให้เตรียมแผนรับมือแผนเผชิญรับมือสถานการณ์ รวมถึงมาตรการดูแลความปลอดภัยและช่องทางเข้าออกพิเศษสำหรับแขก VIP และคณะผู้แทนประเทศกัมพูชา

ทางด้าน นายณัฐพล อันตรเสน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกีฬามวย กกท. ยืนยันการจัดการความปลอดภัยสำหรับคณะนักกีฬากัมพูชาอย่างเป็นพิเศษ โดยมีการจัดโรงแรมที่พักรวม และรถรับส่งคันเดียวกันสำหรับทุกชนิดกีฬา (รวมถึง E-Sport, กรีฑา, วอลเลย์บอล, เทนนิส ฯลฯ) เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในการเคลื่อนตัวไปยังสนามฝึกซ้อมและแข่งขัน
นายมนูญ อุทะกะวารี รองเลขาธิการฝ่ายสื่อสารองค์กร สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า สมาคมฯ ได้วางแผนมาเป็นดี โดยเฉพาะการดูแลความปลอดภัยภายในสนาม ทั้งการจัดโซนนิ่งที่นั่ง ของผู้ชมและแขกรับระดับ VIP โดยปฏิบัติตามมาตรฐานกฎระเบียบของสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC)

พ.ต.อ.ณรัช มูลศาสตรสาทร รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 4 ระบุว่า ได้เตรียมกำลังตำรวจ 2 กองร้อย สำหรับดูแลกองเชียร์ โดยจะปฏิบัติงานในชุดนอกเครื่องแบบคอยสังเกตการณ์กลุ่มหัวรุนแรงบริเวณลานกิจกรรมก่อนเข้าสนาม ส่วนแผนเผชิญเหตุในราชมังคลากีฬาสถาน ได้มีการฝึกซ้อมรองรับฝูงชนเป็นประจำอยู่แล้ว จึงขอให้วางใจได้
นอกจากนี้ คณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ฝากข้อเสนอแนะถึงเรื่องการประชาสัมพันธ์ที่ต้องให้คนในประเทศรู้ว่าประเทศไทย กำลังจะเป็นเจ้าภาพจากการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2025 ในวันที่ 9 ธ.ค.ที่จะถึงนี้ นอกจากนี้ยังเป็นห่วงเรื่อง “การใช้คำพูดของผู้บรรยาย (Commentator)” ที่อาจใส่ความเห็นส่วนตัว ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจยั่วยุกองเชียร์จนก่อให้เกิดเหตุได้ โดยเน้นย้ำว่าบุคคลเหล่านี้ควรต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตนเอง หากสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และบรรยากาศการแข่งขัน.




