ในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) ได้มีการกำหนดเป้าหมายทางการเงินใหม่ที่สำคัญสองประการ คือ NCQG (New Collective Quantified Goal) และกองทุนชดเชยความเสียหาย (Loss and Damage Fund).
NCQG ได้รับความเห็นชอบที่การประชุม COP29 ณ กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน โดยเป็นเป้าหมายที่มาแทนที่ข้อตกลงเดิมที่ประเทศพัฒนาแล้วเคยตกลงจะระดมทุน 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี. เป้าหมายใหม่นี้มีความทะเยอทะยานมากขึ้น โดยประเทศต่าง ๆ ได้ให้ความมั่นใจว่าจะจัดหาเงินทุนอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2035 เพื่อสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนาในการจัดการด้านสภาพภูมิอากาศ.ตัวเลข 300,000 ล้านดอลลาร์นี้ เป็นเพียงเป้าหมายขั้นต่ำ ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วตกลงที่จะเป็นผู้นำในการบรรลุเป้าหมายนี้.

ความต้องการที่แท้จริง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์
แม้เป้าหมาย 300,000 ล้านดอลลาร์จะดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่แหล่งข้อมูลระบุว่าเป้าหมายที่แท้จริงยิ่งใหญ่กว่านั้น. NCQG เรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันระดมทุนระหว่างประเทศเพื่อต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนให้ได้ถึง 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในช่วงเวลาเดียวกัน.
ตัวเลขนี้สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประเทศกำลังพัฒนาได้ดีกว่ามาก เนื่องจากรายงานของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินสภาพภูมิอากาศ (IHLEG) ประเมินว่า ประเทศกำลังพัฒนา (ยกเว้นจีน) จำเป็นต้องใช้งบประมาณถึง 2.7 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2030 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศและความยั่งยืน โดยในจำนวนนี้ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์จะมาจากแหล่งทุนภายในประเทศ และอีก 1.3 ล้านล้านดอลลาร์จะต้องมาจากต่างประเทศ.
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดในปี 2022 แสดงให้เห็นว่าประเทศพัฒนาแล้วได้มอบเงินสนับสนุนเพื่อดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาไปแล้วประมาณ 116,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าเป้าหมายเดิมที่ 100,000 ล้านดอลลาร์.
กลไกและแหล่งเงินทุน
แหล่งเงินทุนหลักสำหรับเป้าหมาย 300,000 ล้านดอลลาร์นั้น คล้ายคลึงกับแหล่งที่ใช้สำหรับเป้าหมายเดิม โดยรวมถึงเงินทุนแบบทวิภาคี (ระหว่างประเทศ) เงินทุนแบบพหุภาคี (เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) และกองทุนสภาพภูมิอากาศพหุภาคี) และเงินทุนจากภาคเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินทุนสาธารณะ. ในปี 2022 แหล่งเงินทุนสาธารณะของพหุภาคีถือเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุด ด้วยสัดส่วน 51,000 ล้านดอลลาร์ จากยอดรวม 116,000 ล้านดอลลาร์.
ธนาคารเพื่อการพัฒนาพหุภาคี (MDBs) ได้แสดงความมุ่งมั่นในการประชุม COP29 ว่าจะจัดหาเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลางถึง 120,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของปี 2022. หากบรรลุเป้าหมายนี้ จะคิดเป็น 40% ของเป้าหมาย 300,000 ล้านดอลลาร์. นอกจากนี้ MDBs ยังวางแผนที่จะระดมเงินทุนจากภาคเอกชนสำหรับโครงการด้านสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนาอีก 65,000 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030.
NCQG ยังเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาแหล่งเงินทุน “ทางเลือก” ใหม่ ๆ เช่น ภาษีระหว่างประเทศ หรือการเปลี่ยนเส้นทาง “สิทธิพิเศษในการถอนเงิน” (SDRs) ของ IMF. IMF ประเมินว่า การเก็บภาษีคาร์บอนจากการขนส่งระหว่างประเทศอาจสร้างรายได้สูงถึง 200,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งในทางทฤษฎีสามารถนำมาใช้เป็นเงินทุนสนับสนุนสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศได้.
การระดมทุนภาคเอกชนและคุณภาพของเงินทุน
การเข้าถึงเป้าหมาย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์นั้นจำเป็นต้องมีการลงทุนจากภาคเอกชนในกิจกรรมเกี่ยวกับสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมาก. IHLEG ชี้ว่าเงินทุนจำนวน 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ควรมาจากการลงทุนภาคเอกชนข้ามพรมแดนประมาณครึ่งหนึ่ง หรือ 650,000 ล้านดอลลาร์. นี่ถือเป็นการขยับตัวครั้งใหญ่เมื่อเทียบกับปี 2022 ที่เงินทุนภาคเอกชนที่สนับสนุนด้านสภาพภูมิอากาศไปยังประเทศกำลังพัฒนานั้น (ยกเว้นจีน) อยู่ที่ราว 15,000 ล้านดอลลาร์เท่านั้น.
นอกจากปริมาณแล้ว คุณภาพของเงินทุน ก็เป็นปัจจัยสำคัญ. ประเทศที่ยากจนที่สุดจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาหนี้สินสูง จึงต้องการเงินสนับสนุนในรูปแบบเงินให้เปล่า (Grants) หรือเงินทุนที่มีเงื่อนไขผ่อนปรนมากขึ้น ในปี 2022 เงินทุนให้เปล่าคิดเป็นประมาณ 39% ของเงินทุนแบบทวิภาคี และ 9% ของเงินทุนแบบพหุภาคี. อย่างไรก็ตาม หากการเติบโตของเงินทุนมาจาก MDBs และเงินทุนภาคเอกชนเป็นหลัก เงินทุนเหล่านี้มักจะไหลไปยังประเทศที่มีรายได้ปานกลางมากกว่าประเทศที่มีรายได้น้อย.
ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงนโยบายในบางประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น การลดงบประมาณและการถอนคำมั่นในสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การระดมทุนเพื่อสภาพภูมิอากาศมีความไม่แน่นอนมากขึ้น.

ความคืบหน้าของกองทุนชดเชยความเสียหาย
นอกเหนือจาก NCQG แล้ว ยังมีการจัดตั้ง กองทุนชดเชยความเสียหาย (Loss and Damage Fund) ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในการประชุม COP27 เพื่อจัดการกับความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา. ในการประชุม COP29 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ลงนามในข้อตกลงสำคัญเพื่อให้กองทุนนี้เริ่มทำงานอย่างเต็มที่ และประธาน COP29 ได้ประกาศว่าเงินทุนจะเริ่มไหลเข้าในปี 2025.
มีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับกลยุทธ์การจัดสรรเงินทุนในเดือนเมษายน ปี 2025 ที่บาร์เบโดส โดยแผนปฏิบัติการจะจัดสรรเงิน 250 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2025-2026 เพื่อตอบสนองต่อความสูญเสียและความเสียหาย และ 50% ของเงินทุนนี้จะถูกส่งตรงไปยังรัฐเกาะขนาดเล็กและประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด.
อย่างไรก็ตาม สถานะทางการเงินของกองทุนยังน่าหนักใจ. ประเทศต่าง ๆ ได้ให้คำมั่นว่าจะบริจาคเงินประมาณ 760 ล้านดอลลาร์ แต่มีการจ่ายจริงเพียง 321 ล้านดอลลาร์เท่านั้น. ตัวเลข 760 ล้านดอลลาร์นี้ยังห่างไกลจากความต้องการที่แท้จริงที่ประเมินโดย Loss and Damage Collaboration ซึ่งระบุว่าประเทศกำลังพัฒนาต้องการเงินถึง 400,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ครอบคลุมความเสียหายถาวรจากสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่. นอกจากนี้ การถอนตัวของสหรัฐฯ ออกจากคณะกรรมการกองทุนในเดือนมีนาคม 2025 ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำมั่นสัญญาในการบริจาค 17.5 ล้านดอลลาร์.
เพื่อบรรลุเป้าหมาย 1.3 ล้านล้านดอลลาร์ ประธานจากการประชุม COP29 และ COP30 ได้ประกาศแผนปฏิบัติการที่เรียกว่า “Baku to Belém Roadmap to $1.3 Trillion” ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงาน NCQG โดยการประชุม COP30 ที่บราซิลจะเป็นโอกาสสำคัญในการหารือเกี่ยวกับการนำแผนไปปฏิบัติ การสร้างความรับผิดชอบ และความโปร่งใสของ NCQG. การบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จึงต้องอาศัยความพยายามอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการระดมทุนจากภาคเอกชนในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนและการปฏิรูปธนาคาร MDBs.
ข้อมูลจากเฟซบุ๊ค :กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม



