กลายเป็นตัวแปรทางการเมืองขึ้นมาทันที หลังเกิด “มหาอุทกภัย” ขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งถือหนักหนาสาหัสในรอบปลายปี ทำให้มีเสียงวิจารณ์ถึงการรับมือของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ถึงการรับมือกับปัญหาทั้งความล่าช้า รวมทั้งแผนเผชิญเหตุ และจากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ บรรดานักการเมืองระดับหัวหน้าพรรคค่ายต่างๆ ลงไปในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

นอกจากต้องการช่วยเหลือชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ คงหวังผลถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยิ่งในพื้นที่ภาคใต้หลังพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อ่อนแรง หลายพรรคก็ต้องการเข้าไปมีส่วนแบ่งกับการได้ สส.ในพื้นที่นี่ ซึ่งก่อนหน้านั้นพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลตั้งเป้าจะได้ สส.ประมาณ 30 ที่นั่ง จากนี้ต้องรอดูหลังเมื่อปริมาณน้ำลดแล้ว กระบวนการฟื้นฟูต่างๆ และการเยียวยา จะทำให้ชาวบ้านรู้สึกพอใจ ซึ่งถือเป็นการวัดศักยภาพรัฐบาลครั้งสำคัญ ซึ่งอาจจะช่วยดึงความเชื่อมั่นฝ่ายบริหารให้กลับมาได้

ด้าน “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ให้ความเห็นระหว่างลงไปพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ว่า นายกฯ ต้องเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง​ สั่งการให้ชัด​จากฐานข้อมูลที่แม่นยำ​ ใช้อำนาจของนายกฯ อย่างรวดเร็วและเท่าทัน เพื่อที่จะสามารถสั่งการเติมจุดที่ยังขาด​ทีม​หรือเทคโนโลยี​ ในภาวะวิกฤติเช่นนี้​ การตัดสินใจหน้างานต้องเด็ดขาดและรวดเร็ว​ เพราะทุกวินาทีที่ลังเล​ไม่ตัดสินใจ​ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นกับประชาชนด้วย

“ผู้บัญชาการต้องเป็นคนเดียว​ ศูนย์บัญชาการต้องมีฐานข้อมูลเดียวที่รวบรวมครบถ้วนทุกจังหวัดในพื้นที่วิกฤติและคาดว่าจะวิกฤติ การบัญชาการที่ชัดเจน​จะช่วยลดความเสี่ยงภัยพิบัติได้สูงมาก” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ขณะที่ในระหว่าง “นายอนุทิน” เป็นประธานการประชุมบูรณาการการช่วยเหลือ เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ หัวหน้ารัฐบาลได้ชี้แนะแนวทางและกระทรวงการคลังหามาตรการในการช่วยเหลือระยะสั้น เช่น การให้ประชาชนเข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม ยาและที่พักพิงชั่วคราวอย่างทั่วถึงเพื่อเยียวยา ส่วนระยะกลางคือการเพิ่มรายได้ ลดภาระโดยมาตรการพักชำระหนี้สินเชื่อดอกเบี้ย 0% และมาตรการทางการพาณิชย์ เช่น การหาสินค้าที่ต้นทุนต่ำกว่าทุน โดยการซัพพอร์ตของภาครัฐ ลงไปให้พี่น้องประชาชนได้ถึงมือ นอกเหนือจากการที่ได้รับบริจาคสินค้า หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากภาคเอกชนแล้ว 

ส่วนระยะที่ 3 คือการฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งตนเชื่อว่าผู้ประกอบการ และนักธุรกิจส่วนใหญ่คงมีเรื่องของประกันภัยในทรัพย์สินของพวกเขา สิ่งที่เราจะต้องการให้เกิดขึ้นก็คือต้องมีการเร่งประสานงานให้กับทางบริษัทผู้รับประกันภัยได้ดำเนินการจ่ายค่าประกันให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งการจัดหาสินเชื่อต่างๆ โดยดอกเบี้ยที่เป็น 0% เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน ร้านค้า และความเสียหายอื่นๆ ที่อยู่ในเกณฑ์ ซึ่งเราจะต้องมีการเร่งสำรวจ โดยกระทรวงมหาดไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการสำรวจเพราะต้องมีการเชื่อมโยงการทำงานเข้าด้วยกัน นี่เป็นกรอบที่ตนขอมอบให้ที่ประชุมได้หาหนทางและพิจารณาเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดการดำเนินการโดยเร็วที่สุด

จากนี้คงต้องรอดูรัฐบาลจะพลิกสถานการณ์ จากการถูกวิจารณ์ในแง่ลบมาพลิกเป็นมุมบวกได้หรือไม่ ทั้งเรื่องประสิทธิภาพในการระบายน้ำ การฟื้นฟูในพื้นที่ได้รับความเสียหาย การชดเชยเยียวยา ซึ่งหากทำได้มีประสิทธิภาพ ก็อาจทำให้ความรู้สึกของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมีความรู้สึกที่ดีขึ้นมาบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นเดิมพันครั้งสำคัญของรัฐบาล

ส่วนประเด็นที่น่าสนใจคือท่าทีพรรคเพื่อไทย (พท.) เกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) โดยกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง รธน. แก้ไข ในสัดส่วนพรรค พท. ประกอบด้วย นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อ  นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ และนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน ร่วมแถลงต่อประเด็นที่ กมธ.ในสัดส่วนของพรรค พท.สงวนความเห็นต่อการพิจารณาร่าง รธน.แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อนำไปอภิปรายในวาระสอง ช่วงการประชุมสภาสมัยวิสามัญ 10-11 ธ.ค. โดยนายชูศักดิ์ กล่าวว่า การพิจารณาของ กมธ. ได้แล้วเสร็จแล้ว ทั้งนี้ กมธ.ส่วนพรรค พท. ได้สงวนความเห็นไว้หลายประเด็น เพื่อนำไปสู่การอภิปรายในรัฐสภาได้แก่ 1.ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ตามที่พรรค พท.นำเสนอ เพราะ ส.ส.ร.จะมีอำนาจหน้าที่จัดทำ รธน.ฉบับใหม่ ทำหน้าที่ได้ดีกว่า กมธ.ร่าง รธน.ที่เสียงส่วนใหญ่ของ กมธ.แก้ รธน.ต้องการ สำหรับที่มาของ ส.ส.ร. คือ ให้ประชาชนเลือกตั้ง 300 คน และให้รัฐสภาเลือกเหลือ 100 คน จากนั้น ส.ส.ร. ตั้ง กมธ.ยกร่าง รธน.

2.ที่มาของ กมธ.ร่าง รธน. และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ซึ่งตัดการมีส่วนร่วมของประชาชนออก และให้รัฐสภาเลือกนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย จึงสงวนความเห็น คือ ให้ กมธ.ร่าง รธน. มาจากรัฐสภาเลือก 25 คน คือ 28 หยิบ 1 ขณะที่อีก 10 คน มาจากการแต่งตั้ง จากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ  เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถถ่วงดุลในการยกร่าง รธน. ไม่ใช่เป็น กมธ.ของรัฐสภาทั้งหมด ส่วนกมธ.รับฟังความเห็น จำนวน 35 คน ได้สงวนไว้ ให้รัฐสภาเลือก 25 คนและอีก 10 คนมาจากการคัดเลือกขององค์กรสมาคมต่างๆ  เช่น สื่อมวลชน คณบดีด้านมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ เป็นต้น

“เหตุที่สงวนความเห็นเรื่อง ส.ส.ร. นั้น เพราะเชื่อว่าไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาล รธน.เพราะกลไกที่ออกแบบนั้น ไม่ใช่การเลือกผู้ร่างโดยตรง แต่ให้ประชาชนสมัครเป็นผู้สมควรเป็น ส.ส.ร. ซึ่งเพียงการสมัคร หรือประชาชนเลือกนั้นยังไม่ใช่ผู้ร่าง แต่ต้องผ่านการเลือกจากรัฐสภา ทั้งนี้ กมธ.ในส่วนของพรรค ปชน. เดิมกำหนดให้ประชาชนเลือกมา 70 คน และรัฐสภาหยิบเหลือ 35  แต่พอ กมธ.เสียงข้างมากขัดข้องจึงต้องเปลี่ยน ซึ่งผมคุยกับผู้เสนอร่างของพรรค ปชน. เขาว่าไม่ขัด แต่ กมธ.เสียงส่วนใหญ่เห็นว่าขัดจึงตัดออก” นายชูศักดิ์​ กล่าว

ด้าน “น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์” สส.สมุทรปราการ พรรค ปชน. ในฐานะโฆษกคณะ กมธ. พิจารณาร่าง รธน. แก้ไขเพิ่มเติม ให้สัมภาษณ์กรณีพรรค พท. เตรียมรื้อตั้ง ส.ส.ร. ในการร่าง รธน. ว่า เราต้องยืนยันในร่างหลักของเราว่าหาก ส.ส.ร.ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรไปมากกว่าการสร้างความเทอะทะให้กับองค์กรเขียน รธน. ทำให้ผู้เขียนอยู่ห่างจากประชาชนออกไปอีก 1 ก้าว  เมื่อถามว่า พรรค ปชน.ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าจะเห็นด้วยกับพรรค พท.หรือไม่ น.ส.พนิดา กล่าวว่า ข้อเสนอที่พรรค พท. สงวนคำแปรญัตติไว้ เป็นสิ่งที่ได้มีการพูดคุยกันไปแล้ว ในการประชุมกมธ. ฉะนั้น คำอธิบายต่างๆ ที่พรรค พท.ได้ออกมาแถลงก็เป็นประเด็นที่ได้มีการถกกัน วิเคราะห์ฉากทัศน์กันมาเรียบร้อยแล้ว เราเองก็ยืนตามร่างเดิม และเสียงโหวตส่วนใหญ่ในห้องกมธ.ก็เห็นด้วยกับร่างหลัก จึงคิดว่าคงต้องตอบคำถามในประเด็นนี้เพื่อยืนยันชัดเจนในที่ประชุมใหญ่อีกครั้งแต่ไม่ได้มีแนวทางการทบทวน

“สำหรับข้อจำกัดบนคำวินิจฉัยของศาล รธน.นั้น และข้อจำกัดที่ต้องผ่านการโหวตของ สส.เสียงข้างมาก และสว. 1 ใน 3 นั้น เราจึงพยายามหาวิธีการที่ทุกคนสามารถยอมรับร่วมกันได้มากที่สุด การได้มากที่สุดบนเป้าหมายของการนำไปสู่การร่าง รธน.ฉบับใหม่ จึงอยากขอความจริงใจจากทุกฝ่าย ในการที่จะผลักดันแก้ไข รธน.เพิ่มเติมฉบับนี้ เพื่อเปิดทางให้นำไปสู่ รธน.ฉบับใหม่ด้วยกัน” สส. พรรค ปชน. กล่าว

จับท่าทีพรรค ปชน. คงไม่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการร่าง รธน. ตามข้อเสนอของพรรค พท. ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น พรรค พท.อาจเดินหน้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากร่าง รธน.ผ่านวาระที่ 2 ของรัฐสภา เพราะเชื่อว่า นายอนุทินจะตัดสินใจยุบสภาทันที ซึ่งจะส่งผลทำให้ร่างแก้ไข รธน.ต้องตกลงทันที ซึ่งพรรค พท.อาจเห็นว่า พรรคไม่ได้เครดิตจากกระบวนการร่าง รธน. เลยไม่ต้องการให้ผ่านกระบวนการเห็นชอบจากรัฐสภา

อีกประเด็นที่น่าสนใจ ภายหลัง “น.ส.แพทองธาร ชินวัตร” อดีตนายกฯ เข้าเยี่ยมนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 27 พ.ย. แบบใกล้ชิด ต่อมาได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านอินสตาแกรม เป็นภาพที่ถ่ายร่วมกับนายทักษิณ พร้อมด้วยนายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่ชายและพี่สาว รวมถึงนายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี และภรรยานายพานทองแท้  โดยระบุข้อความว่า เกือบ 2 ชั่วโมงที่เหมือนได้กลับมาอยู่ด้วยกันจริงๆ วันนี้ทางเรือนจำจัดกิจกรรมเยี่ยมญาติใกล้ชิดให้ญาติๆ ได้เข้ามาเจอกัน กอดกัน ทานข้าวด้วยกันแบบไม่ต้องคุยโทรศัพท์ผ่านกระจก ได้เดินตลาดย่อมๆ ที่พี่ๆ น้องๆ ในเรือนจำทำอาหาร ทำศิลปะมาขาย ได้มีโอกาสอุดหนุนหลายร้านอยู่ค่ะ แว๊บนึง รู้สึกเหมือนได้กลับไปเป็นเด็กหญิงแพทองธาร เดินจับมือคุณพ่อ และพี่ๆ เดินตลาดแบบตอนเด็กๆ จริงๆ พ่อจะชอบตลาดสดมาก เพราะได้เลือกเองตามเมนูที่จะทำให้ทานตอนวันอาทิตย์ ถึงคนที่เป็นห่วงคุณพ่อ ท่านสบายดี รู้สึกถึงความรักความห่วงใย และฝากความห่วงใยถึงทุกๆ คนค่ะ

ถือเป็นครั้งแรกที่สังคมได้เห็นภาพนายทักษิณ ในชุดนักโทษและตัดผมสั้น จากนี้ต้องรอลุ้นว่า อดีตนายกฯ จะได้อานิสงส์จากกระบวนการพักโทษหรือไม่ หลังติดคุกครบ 6 เดือน

“ทีมข่าวการเมือง”