เมื่อวันที่ 26 มิ.ย.69 พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการ และ ส.อ.อัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เดินทางเข้าพบพ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.สภ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (สำนักงานกกต.) และเลขาธิการ กกต.
พ.ต.อ.มนัสกล่าวว่าตนได้รับคำสั่งจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เป็นผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด และได้รับมอบหมายให้ปฎิบัติหน้าที่ ณ สถานที่เลือกสว.ระดับประเทศ (ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 1.และ 2.) ในวันเลือกสว.ระดับประเทศ เมื่อเวลา 08.10 น. ได้ทราบข้อมูลเบาะแสจากน.ส.สุวิชญา วาทะพุกกะณะ ผู้สมัครสว. กลุ่ม 16 จากจ.สมุทรปราการ ให้เบาะแสข้อมูลว่าในวันนี้ผู้สมัครเลือก สว.มีกลุ่มจัดตั้ง มีการจับกลุ่มกันฮั้วลงคะแนนให้กันหลายกลุ่ม ได้เขียนหมายเลขผู้สมัครที่จะลงคะแนนลงในเอกสารแนะนะตัว (สว 3.) นำเข้าไปในคูหาเลือก สว. เพื่อลงคะแนนตามหมายเลขผู้สมัครจัดตั้งกันมา

น.ส.สุวิชญาให้ข้อมูลแนะนำว่า ถ้ากกต.ยึดเอกสาร (สว.3) ฉบับรอบแรก ไม่ให้นำเข้าคูหาในรอบไขว้ จะทำให้เกิดความสุจริตและเที่ยงธรรมแก่ผู้สมัครที่สุจริต และไม่เกิดการเลือก สว.ตามที่จัดตั้งกันมาได้
ต่อมาเวลา 08.29 น. ตนได้เข้าพบนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่ ผอ.เลือก สว.ระดับประเทศ จึงแจ้งข้อมูลเบาะแสดังกล่าวให้ทราบ และขอให้พิจารณาข้อเสนอตามที่น.ส.สุวิชญาแนะนำ แต่นายแสวงบอกว่าถึงแม้จะรู้ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ เขาก็คิดวางแผนทำการมาแบบนี้แหละ ปล่อยให้เขานำเอา (สว.3) เข้าไปในคูหาเลือกในรอบไขว้ได้ และไม่ยึด (สว.3) ฉบับแรกในรอบไขว้ การพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาๆ ที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้เลย…”
ต่อมาวันที่ 19 พ.ค.68 ตนได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวแห่งหนึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ต่อมาวันที่ 20 พ.ค.68 สำนักงาน กกต. นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ (ตามสิ่งที่ส่งมาด้วย 4.) ซึ่งเป็นความเท็จ ทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าตนนำเสนอข่าวว่ามีการแจ้งว่ามีการกระทำความผิดจึงไม่เป็นความจริง ความจริงเป็นการพบเบาะแส ยังมิได้พบการกระทำความผิดแต่อย่างใด
ต่อมาวันที่ 18 มิ.ย.69 ช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. ตนและส.อ.อัครวัฒน์ สว.สำรองกลุ่ม 10 ได้แถลงข่าวและนำคลิปภาพจากกล้องวงจรปิด (เสนอข่าวโดยสำนักข่าวแห่งหนึ่ง เห็นนายฐิติเชษฐ์ นุชนาถ กกต.เดินเก็บโพยจากผู้สมัครจำนวนหลายคน) และในช่วงค่ำของวันเดียวกันนั้น สำนักงาน กกต.ได้นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แจ้งข่าวประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นข้อความเท็จทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่าตนแถลงข่าวในทำนองรับแจ้งว่ามีการจับกลุ่มทำโพยฮั้ว และไปพบเลขาธิการ กกต. เมื่อเวลา 08.29 น. วันที่ 26 มิ.ย.67 ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลเอกสาร และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบันทึกการปฎิบัติงาน เอกสารรับแจ้งเหตุ และข้อมูลจากระบบกล้องวงจรปิด ในช่วงดังกล่าวตนไม่ได้มีการแจ้งเหตุในลักษณะดังกล่าวต่อเลขาธิการกกกต. แต่อย่างใด
ความจริงตนได้เข้าไปแจ้งเฉพาะเบาะแสข้อมูลตามเอกสารราชการ (แบบ ผตล.จว.2/1) กล่าวหานายแสวงทำหน้าที่ ผอ.เลือกสว.ระดับประเทศ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ มิใช่แจ้งการพบการกระทำผิด และมิได้กล่าวหาผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำผิดกฎหมายเลือก สว. แต่อย่างใด และในจุดที่เข้าพบยืนคุยกับนายแสวงเป็นทางเดินไม่มีกล้องวงจรปิด เพราะตามระเบียบการเลือกสว. ผู้อำนวยการเลือกสว.จัดให้มีกล้องวงจรปิดเฉพาะในสถานที่เลือก (ลงคะแนน) ที่เป็นกลุ่มอาชีพเท่านั้น ข้อเท็จจริงเป็นไปตามภาพถ่ายและกล้องวงจรปิด
การกระทำของสำนักงานกกต. และนายแสวงเป็นความผิดตามมาตรา 14 (1) แห่งพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนและประโยชน์สาธารณะ



