ณ ห้องประชุมจอมเพชร ชั้น 2 สำนักงานเทศบาลเมืองเพชรบุรี นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี นายภคพัส ส่งวัฒนยุทธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี พร้อมด้วย นายกิตติพงษ์ เทพพานิช นายกเทศมนตรีเมืองเพชรบุรี ร่วมกับคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือถึงแนวทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูต้นมะฮอกกานี ซึ่งมีอายุกว่าร้อยปีและถือเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของจังหวัด

มะฮอกกานี ถือเป็นต้นไม้คู่เมืองเพชรบุรีมายาวนาน โดยรัชกาลที่ 5 ทรงนำเข้ามาปลูกเพื่อประดับริมถนนหลัก 4 สาย ได้แก่ ถนนราชดำเนิน, ถนนดำรงรักษ์, ถนนราชดำริ และถนนบริพัตร ปัจจุบันในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรีมีต้นมะฮอกกานีรวม 409 ต้น (จังหวัดเพชรบุรี มีทั้งหมด 3,587 ต้น) แม้จังหวัดเพชรบุรีจะสานต่อพระปณิธานในการดูแลรักษามาโดยตลอด แต่ด้วยกาลเวลาและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้ปัจจุบัน มีต้นมะฮอกกานีหลายต้นที่อยู่ในสภาพลำต้นแก่, เอน, เป็นโพรง, หรือยืนต้นตาย ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายต่อประชาชนผู้สัญจรไปมา

จากการตรวจสอบเบื้องต้น เทศบาลเมืองเพชรบุรีพบว่ามีต้นมะฮอกกานี จำนวน 19 ต้น ที่มีความจำเป็นต้องพิจารณานำออกจากพื้นที่เพื่อความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงการดำเนินการอย่างรอบคอบและเป็นระบบ โดยมีแนวทางที่น่าสนใจถูกนำเสนอขึ้นหลายประการ อาทิ ให้เทศบาลนำ “รุกขกร” (ผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลต้นไม้ใหญ่) เข้ามาตรวจสอบสภาพต้นมะฮอกกานีทั้ง 19 ต้นอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมกับให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเส้นทางและถนนที่มีความเสี่ยง หากยังมีความจำเป็นต้องนำออกจริง ต้นที่ยังสามารถดูแลได้ให้พิจารณา หาวิธีการย้าย แทนการตัดโค่น และวางแนวทางการปลูกทดแทน ในพื้นที่ที่สามารถดำเนินการได้ และจัดหาพื้นที่ใหม่สำหรับร่วมกันเพาะปลูกอนุรักษ์ต้นมะฮอกกานี

ประเด็นสำคัญที่ที่ประชุมให้ความระมัดระวังและให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือ ความรู้สึกรักและหวงแหนของประชาชนชาวเพชรบุรี ที่มีต่อต้นมะฮอกกานี เนื่องจาก “สำหรับคนเมืองเพชร ต้นมะฮอกกานี เป็นมากกว่าไม้หวงห้าม” ดังนั้น การตัดสินใจในเรื่องของการเคลื่อนย้าย, การตัด, หรือการโค่นใด ๆ จำเป็นต้องดำเนินการอย่างถูกต้องและมีการปรึกษาหารือร่วมกันอย่างรอบด้าน โดยหลังจากที่รุกขกรเข้าตรวจสอบแล้ว ผลการพิจารณาจะถูกนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการชุดใหญ่อีกครั้ง เพื่อพิจารณาร่วมกันอย่างถี่ถ้วน ก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เพื่อให้การอนุรักษ์เป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้สึกของคนในท้องถิ่น