กรุงเทพมหานคร( กทม.) เมืองใหญ่ที่คนอยู่กันหนาแน่นต่างชาติ ต่างภาษา ต่างวัฒนธรรม หากเกิดเหตุภัยธรรมชาติขึ้นมา ถ้าไม่มีการวางแผนรับมือก็คงจะทำงานลำบากด้วยเช่นกัน ซึ่งที่ผ่านมา กทม. ได้จัดทำ แผนที่เสี่ยงภัยกรุงเทพมหานคร Bangkok Risk Mapโดยพัฒนาจัดทำเป็นฐานข้อมูลดิจิทัลพื้นที่เสี่ยงภัยของกรุงเทพมหานคร ในรูปแบบของแผนที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ทำให้ทราบข้อมูลความเสี่ยงต่าง ๆ ในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งยังทำให้ กทม. มีเครื่องมือที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงภัยแต่ละด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในระยะการเตรียมความพร้อม การระงับเหตุ การช่วยเหลือเยียวยา ตลอดจนการฟื้นฟู

สำหรับ BKK Risk Map จัดทำแผนที่เสี่ยงภัย 9 ด้าน ประกอบด้วย 1.ภัยคมนาคมและขนส่ง 2.อัคคีภัย 3.ภัยสารเคมี 4.ภัยแผ่นดินไหว 5.อุทกภัย 6.ภัยแล้ง 7.ภัยจากฝุ่น PM2.5 8.ภัยจากโรคระบาด และ 9.วาตภัย

ต้นเดือน พ.ย. 68 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าฯ กทม. เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (สปภ.) สำนักอนามัย (สนอ.) สำนักการโยธา (สนย.) สำนักการระบายน้ำ (สนน.) สำนักสิ่งแวดล้อม (สสล.) ปรับปรุงแผนปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร พร้อมติดตามความคืบหน้าการทำแผนฯ เพื่อเตรียมพร้อมในรับมือกับสถานการณ์และสาธารณภัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที

โดยแนะนำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บูรณาการจัดทำแผนที่ที่สามารถประยุกต์ใช้ในภัยต่างๆ ทั้ง 9 ด้านร่วมกันได้ เนื้อหาควรมีความกระชับ ไม่ยืดเยื้อ เยิ่นเย้อ ใส่เฉพาะข้อมูลที่สำคัญ ไม่จำเป็นต้องยึดแต่แบบฟอร์มในการจัดทำแผน แต่ให้ยึดเนื้อหาในแผนเป็นหลัก

หากจะมีการแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนแผนในอนาคตก็ควรทำเฉพาะ Section ในการทำข้อมูลโครงสร้างเนื้อหา ให้จัดทำตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ รวมถึงมีการนำเอาบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีต เช่น ไฟไหม้ชุมชนบ่อนไก่, อาคารเก่าถล่ม ,แผ่นดินไหว, อาคาร สตง. ถล่ม, หลุมยุบ, น้ำท่วม, โรคระบาด, รถแก๊สระเบิด เป็นต้น มาทำให้เห็นบริบทสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ยังให้มีการระบุเนื้อหา การใช้เทคโนโลยี การเตือนภัย และเรื่องระบบที่ต้องเพิ่มเข้ามา ให้มีการทำ Track Journey ของเหตุการณ์ ดูรายละเอียดของการพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น ในเรื่องของการตั้งศูนย์อำนวยการ และศูนย์ติดตามสถานการณ์ต่าง ๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันอย่างไรในการบริหารจัดการสถานการณ์ รวมถึงดูในเรื่องระบบเตือนภัยต่าง ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ด้วย

อย่างไรก็ตาม กทม. มีหลักการและกลไก การจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัย ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2564-2570 โดยวางขอบเขตของสาธารณภัยตามแผนการป้องกันฯ ให้เป็นไปตามความหมายสาธารณภัย ตามมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2560 ซึ่งมีการจัดวงจรการจัดการความเสี่ยงแบ่งเป็น ระยะก่อนเกิดภัย-ระยะเกิดภัย-ระยะหลังเกิดภัย

นอกจากนี้ มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ผู้นำ รวมถึงผู้ใต้บังคับบัญชาในองค์กร แต่ละลำดับขั้นให้ชัดเจน เพื่อให้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง เมื่อเกิดเหตุสาธารณภัยแบบฉุกเฉินขึ้น โดยให้ดำเนินการตามกลไกการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัย ซึ่งมีทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติ

สำหรับ “ระดับปฏิบัติ” จะเป็นศูนย์กลางอำนวยการ และประสานการปฏิบัติของหน่วยงานและภาคส่วนต่างๆ ในการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยทั้งในภาวะปกติ และภาวะที่คาดว่าจะเกิดหรือเกิดสาธารณภัย ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (Emergency Operation Center : EOC) มีหน้าที่ในการบังคับบัญชา อำนวยการ ควบคุม กำกับ และประสานการปฏิบัติระหว่างภาคส่วนต่างๆ พร้อมทั้งกำหนดโครงสร้าง อำนาจหน้าที่ และมอบหมายภารกิจหน้าที่ต่างๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน

เมื่อเกิดสาธารณภัยใน กทม. จะจัดการสาธารณภัยใน 4 ระดับ ซึ่งการแบ่งระดับก็เพื่อให้ผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมาย สามารถใช้ดุลพินิจ “ตัดสินใจ” เกี่ยวกับความสามารถในการเข้าควบคุมสถานการณ์ได้เป็นหลัก ประกอบด้วย

ระดับ 1 สาธารณภัยขนาดเล็ก ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ ผอ.เขต จะเป็นผู้ควบคุมและสั่งการ หากเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย จะมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์สำนักงานเขตขึ้น

ระดับ 2 สาธารณภัยขนาดกลาง ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ ผู้ว่าฯ กทม. จะเป็นผู้ควบคุมสั่งการและบัญชาการ โดยหากเกิดหรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย จะมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ กทม.

ส่วนระดับ 3 สาธารณภัยขนาดใหญ่ – ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (รมว.มหาดไทย) และระดับ 4 สาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง – ผู้มีอำนาจตามกฎหมาย คือ นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกฯ มอบหมาย เป็นผู้ดำเนินการควบคุม สั่งการและบัญชาการ โดยมีองค์กรปฏิบัติ คือ กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจการปฏิบัติหน้าที่ตามแผนป้องกันฯ กทม. ก็ได้ จัดอบรมผู้บริหารทั้งในระดับสำนักและระดับเขต ให้เข้าใจบทบาทและหน้าที่ของตนเอง ในฐานะผู้บัญชาการเหตุการณ์เมื่อเกิดสาธารณภัยหรือภัยพิบัติขึ้น เพราะปัจจุบันเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นแบบฉับพลัน ทำให้มีกระบวนการคิดวางแผนอย่างเป็นระบบ สามารถจัดการสาธารณภัยในภาวะฉุกเฉิน และอำนวยการให้เกิดการบูรณาการในการระดมสรรพกำลัง จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมปฏิบัติงานภายใต้ความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้

รวมถึงมีความรู้พื้นฐานในระบบบัญชาการเหตุการณ์ ประยุกต์ใช้หลักการบัญชาการเหตุการณ์ ในการจัดการเหตุการณ์ในพื้นที่เกิดเหตุ เข้าใจบทบาทหน้าที่ของผู้บัญชาการเหตุการณ์ รวมทั้งกระบวนการวางแผนและการจัดทำแผนเผชิญเหตุในการจัดการสาธารณภัยที่เกิดขึ้นได้.