เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 28 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถนนงามวงศ์วาน นายนรศักดิ์ รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง กรณี “ห้องลับเอื้อผู้ต้องหาจีนเทา” ที่กำลังเป็นประเด็นวิพากษ์อย่างหนัก โดยมี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เข้าชี้แจงข้อมูลเชิงลึก
ก่อนหน้านี้ คณะเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ส่วนหนึ่งได้เข้าไปตรวจดูสถานที่ภายในเรือนจำแล้ว กระทั่งเวลา 14.30 น. นายพัฒนพงศ์ เดินทางมาถึงด้วยรถยนต์ส่วนตัว ก่อนแจ้งกับสื่อมวลชนว่าจะให้สัมภาษณ์หลังตรวจสอบเสร็จสิ้น

ต่อมาเวลา 15.20 น. ภายหลังใช้เวลาตรวจสอบเกือบ 2 ชั่วโมง นายพัฒนพงศ์ให้สัมภาษณ์ว่า ป.ป.ช. ได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบกรณีนี้อย่างเร่งด่วน เนื่องจากพฤติการณ์ตามที่ปรากฏในสื่อเข้าข่ายข้อสงสัยว่า เจ้าหน้าที่รัฐของกรมราชทัณฑ์อาจใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
นายพัฒนพงศ์ ระบุว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นส่วนหนึ่งของโมเดลการทำงาน “เชิงรุก” แบบใหม่ของ ป.ป.ช. ซึ่งจะไม่รอเพียงสำนวนจากหน่วยสอบสวนอย่างตำรวจหรือ DSI ภายใน 30 วัน แต่จะลงพื้นที่ตรวจหาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง ทั้งการดูจุดเกิดเหตุ เส้นทางการเข้า-ออกของผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงกล้องวงจรปิดและห้องที่ถูกกล่าวอ้างว่าใช้เอื้อประโยชน์แก่ผู้ต้องขังจีนเทา

นายพัฒนพงศ์ เผยต่อว่า ป.ป.ช. ได้ประชุมรับฟังคำชี้แจงจากรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการในวันจับกุม 21 พ.ย. ตั้งแต่ลำดับเหตุการณ์ จุดเริ่มต้นของการเข้าตรวจค้น ไปจนถึงความคืบหน้าการสอบสวนภายใน พร้อมทั้งประสานข้อมูลจากปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อประกอบการพิจารณา
สำหรับ “ห้องลับ” ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักนั้น เขาระบุว่า จากการลงพื้นที่พบว่า เป็นห้องรับรองเดิม ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากด้านหน้า ไม่ใช่ห้องที่ปกปิดลับตา แต่ยอมรับว่า “วัตถุประสงค์ของห้องมีการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งจะต้องตรวจสอบเชิงลึกว่าใครเป็นผู้อนุญาตและใช้อำนาจอย่างไร รวมถึงตรวจสอบ เส้นทางการเดินทางเข้า-ออกประเทศของอดีตผู้บัญชาการเรือนจำ ตามอำนาจไต่สวนของ ป.ป.ช.
นายพัฒนพงศ์ ระบุด้วยว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อเสนอให้เลขาธิการและคณะกรรมการพิจารณา เมื่อถึงเวลาที่ DSI ส่งสำนวนเข้ามา หากพบข้อเท็จจริงไม่ตรงกัน ป.ป.ช. สามารถเรียกไต่สวนเอง หรือส่งกลับไปให้ DSI สอบสวนเพิ่มเติมได้ โดยทุกการพิจารณาจะทำคู่ขนานเพื่อความโปร่งใส

ในส่วนการพิจารณาความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ นายพัฒนพงศ์ ย้ำว่า เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุเป็นสถานที่ราชการ ผู้ที่สามารถกระทำผิดได้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งมีอำนาจดูแลเรือนจำ โดย ป.ป.ช. จะตรวจสอบระดับความรับผิดชอบ ตั้งแต่ผู้บังคับบัญชาถึงผู้ปฏิบัติ รวมถึงเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยที่ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์สามารถเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองพยานได้
อีกทั้งยังกล่าวถึงกรณีข่าวที่ว่าอดีตผู้บัญชาการเรือนจำส่งหนังสือร้องเรียนขอให้ ป.ป.ช. ไต่สวนเอง เนื่องจากเกรงไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลดังกล่าว แต่ตามกฎหมาย หากผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าการสอบสวนของ DSI อาจกระทบสิทธิ ก็สามารถยื่นหนังสือตรงถึง ป.ป.ช. เพื่อให้พิจารณารับคดีไว้ไต่สวนเอง
ท้ายสุด นายพัฒนพงศ์ ย้ำว่า ป.ป.ช. จะทำงานเชิงรุก โปร่งใส และให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย โดยเจ้าหน้าที่รัฐที่มีรายชื่อปรากฏสามารถส่งหนังสือชี้แจงได้ตั้งแต่ขณะนี้ ส่วนผู้ที่ไม่มีมูลก็จะไม่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา แต่หากมีมูลตามมาตรา 157 ก็จะถูกดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเด็ดขาด.



