เมื่อวันที่ 27 พ.ย. เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงลบ กรณี “รมต.แบต” ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผอ.ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย (ศป.กฉ.) ไม่ตอบคำถาม ปิดไมค์และลุกขึ้น เมื่อถูกถามว่า รัฐบาลจะยอมรับได้หรือยังว่า ประเมินสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ผิดพลาด “เฮียตือ” สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร บิดาของนายภราดร โพสต์ข้อความ “เห็นใจอย่างจับจิต เข้าใจทั้งความรู้สึกของสื่อ สังคม และของลูก ทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะตั้งคำถามเพื่อคลายความข้องใจ ทุกคนที่เป็นแหล่งข่าวมีสิทธิที่จะเลือกตอบหรือไม่ อยู่ที่ช่วงจังหวะของเวลา การเลือกที่จะไม่ตอบบางคำถามที่เคยตอบไปแล้ว ไม่ใช่ความผิดแน่นอน แต่จังหวะช่วงที่สื่อ และสังคมอยากได้คำตอบอีก เขาก็มีสิทธิที่จะไม่พึงพอใจได้

ทำใจ และอดทนกับปรากฏการณ์นี้ให้ได้นะลูก ป๋าให้กำลังใจ และเห็นใจนะ ป๋ายืนยันกับลูกว่า ลูกไม่ได้ทำผิดที่ไม่ตอบคำถาม แต่ไม่ถูกใจสื่อบางคน และไม่ถูกใจคนในสังคมบางคนเท่านั้น ก้มหน้า ทุ่มเท ตั้งใจทำงานที่รับผิดชอบในหน้าที่ให้ดีที่สุด พิสูจน์ตัวเองให้สังคมเห็น เหมือนที่พิสูจน์มาแล้ว ทองแท้ไม่เคยกลัวไฟ หัวใจที่มุ่งมั่นเพื่อสังคมก็ไม่เคยแพ้ความรู้สึกของสังคมเช่นกัน เดี๋ยวก็เช้าแล้ว ฟ้ามืดเมื่อมีได้ ฟ้าใหม่ก็คงมี แสงทองเหนือธรณี จะท้าทายอย่างทรนง”

นางอังคณา นีละไพจิตร สว.กล่าวถึงกรณีนี้ว่า ที่ผิดพลาดอย่างมากคือ ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือน การบอกข้อเท็จจริงกับประชาชนเพื่อเตรียมรับมือกับภัยพิบัติ ให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเพื่อลดทอนความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น อำนาจมาพร้อมกับความผิดชอบ และในฐานะที่รัฐบาลมีอำนาจสูงสุดในการบริหารประเทศ จึงมีหน้าที่บำบัดและร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชน ยืนเคียงข้างรับผลกระทบร่วมกันในทุกสถานการณ์

“ไม่ใช่แค่มาเพื่อแก้รัฐธรรมนูญและยุบสภาตาม MOA ของ 2 พรรคการเมือง สิทธิในชีวิตคือสิทธิมนุษยชน และสิทธิในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐคือสิทธิพลเมือง”

ต่อมา นายภราดรกล่าวกับสื่อมวลชนก่อนแถลงผลการประชุม ศป.กฉ. ว่า “กราบขออภัยทุกคน จากข่าวที่ปรากฏออกไปว่า ผมในฐานะ ผอ.ศป.กฉ. ได้ลุกหนีคำถามของสื่อมวลชน ขอชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่ได้มีเจตนาที่จะเลี่ยง หรือไม่ตอบคำถามใดๆ ช่วงนี้เรายังไม่อยากให้เรื่องการเมืองเป็นประเด็นสำคัญ อยากให้ประเด็นสาระสำคัญที่ต้องสื่อสารไปถึงประชาชนให้รับทราบออกมาเป็นข่าวหลักมากกว่า ผมจึงไม่ตอบคำถามดังกล่าว เชื่อว่า สื่อมวลชนรู้จักกับผมมานานพอสมควร ผมไม่มีนิสัยที่จะหลบหนี หรือเลี่ยงตอบคำถาม”

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่สำคัญ คือการเขียนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ….รัฐสภา ได้พิจารณาแล้วเสร็จ ส่งเข้าบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภา สมัยวิสามัญ ช่วงวันที่ 10-11 ธ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาในวาระสอง เนื้อหาที่ กมธ.พิจารณา และเสนอต่อที่ประชุมนั้น มีการปรับเปลี่ยนจากร่างรัฐธรรมนูญที่รัฐสภารับหลักการ เกือบทุกมาตรา

โดยประเด็นที่เป็นสาระสำคัญ คือ 1.องค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน ที่มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา เพื่อทำหน้าที่จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน และ 2. มี กมธ.รับฟังความคิดเห็นและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 35 คน

ลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะสมัครเป็น กมธ.ทั้ง 2 ชุด ใช้หลักเกณฑ์ คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเดียวกัน ทั้งนี้มีประเด็นที่ กมธ. เขียนเพิ่มเติม ได้แก่ ห้ามบุคคลที่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ไม่ว่าคดีนั้นจะถึงที่สุดแล้วหรือไม่ อยู่ระหว่างถูกระงับการใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นการชั่วคราวหรือถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ห้ามเป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

คุณสมบัติพื้นฐาน กมธ. เช่น มีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี การศึกษาไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรือเทียบเท่า มีคุณสมบัติเฉพาะส่วนของนักวิชาการ ราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือผู้วิจัยที่มีรายชื่อในโครงการวิจัยของหน่วยงานในระบบวิจัย และนวัตกรรม และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรองรับการประกอบวิชาชีพ ไม่น้อยกว่า 5 ปี และบุคคลที่เป็นหรือเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถสมัครเข้ารับการเลือกเป็น กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญด้วย

สำหรับคุณสมบัติของ กมธ.รับฟังความคิดเห็น มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี กมธ. ได้กำหนดบทบัญญัติเพื่อขจัดการมีส่วนได้เสีย คือ ห้าม กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ภายใน 2 ปีนับจากวันที่พ้นตำแหน่งไว้ด้วย

การรับสมัคร กมธ.ทั้งสองอย่างให้สมัครผ่าน กกต. ยื่นหลักฐานที่กำหนดพร้อมกับวิสัยทัศน์ และรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่สนับสนุนไม่น้อยกว่า 100 คน การเลือก กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น กำหนดให้รัฐสภาเลือกให้เสร็จ (คาดว่า หลังจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญบังคับใช้) ภายใน 60 วัน โดยใช้สูตร 20 หยิบ 1 คือให้สมาชิกรัฐสภารวมกลุ่ม กลุ่มละ 20 คนตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภากำหนด เพื่อเสนอ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ได้ กมธ.ละ 1 คน ระยะเวลาทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้ทำให้เสร็จภายใน 360 วัน และเมื่อทำแล้วเสร็จต้องส่งให้ประธานรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาอภิปรายแสดงความเห็น ให้ข้อเสนอแนะ โดยไม่ลงมติ ภายใน 30 วัน

จากนั้นให้รัฐสภาส่งร่างรัฐธรรมนูญพร้อมความเห็นและข้อเสนอแนะคืนให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้แก้ไขเพิ่มเติม ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ทั้งนี้ยังให้โอกาสขยายเวลาพิจารณาได้ 1 ครั้ง ไม่เกิน 30 วัน จากนั้นส่งกลับให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบ ด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา ออกเสียงใช้การขานชื่อโดยเปิดเผย หากรัฐสภาไม่เห็นชอบ ให้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นตกไป ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญใหม่ ให้นำบทบัญญัติในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 60 มาบัญญัติไว้โดยไม่ให้แก้ไข.

“ทีมข่าวการเมือง”