นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารมีแผนยุทธศาตร์สร้างการเติบโตของธุรกิจไปสู่ระดับภูมิภาค ตามแนวคิด “THE METAMORPHOSIS” หรือการเติบโตผ่านการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างรวดเร็วภายใต้ 3 วิสัยทัศน์แบบไร้ขีดจำกัด, ไร้รอยต่อ และไร้ขอบเขต โดยตั้งเป้าหมายภายในปี 66 จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจในต่างประเทศเป็น 5% ของรายได้สุทธิธนาคารทั้งหมด หรือมีรายได้เติบโตถึง 5 เท่า และขยายฐานลูกค้าดิจิทัลในต่างประเทศเป็น 6.5 ล้านราย จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1.6 ล้านราย และเพิ่มเป็น 10 ล้านรายภายในปี 67

สำหรับตลาดต่างประเทศจะเป็นการเติบโตในอนาคต แต่ในประเทศไทย ถ้าเปลี่ยนวิธีการทำงาน ยังมีโอกาสอยู่ เช่น ทำให้คนมีสินทรัพย์สูง กระตุ้นให้คนตัวเล็กรู้จักการออมเงิน ทำอย่างไรให้คนไทยมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น ถือเป็นโจทย์ใหญ่ ซึ่งการให้กู้เงินเหมือนเดิมไม่ได้ราบรื่นเหมือนเดิม จึงนำเอาดิจิทัลเทคโนโลยีเข้ามาช่วย และต้องปรับองค์ความรู้ใหม่ ๆ เช่น เทคโนโลยี Defi, การคำนึงถึงลูกค้าและภาคธุรกิจ และเรื่องสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล หรือ ESG เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไป ต้องทำให้สังคมดีขึ้นและเท่าเทียม
นอกจากนี้เรื่องคริปโตเคอเรนซี มองว่าอาจจะเป็น คริปโตอิโคโนมี (Crypto Economy)ได้ ซึ่งธนาคารจะนำเทคโนโลยี บล็อกเชนมาใช้ยกระดับความรู้ความสามารถองค์กร เช่น สินทรัพย์ดิจิทัล, ICO Portal และกำลังทำอยู่คือการเป็นที่ปรึกษา โบรกเกอร์ ดีลเลอร์ เป็นต้น เพราะเป็นสิ่งที่ธนาคารไม่ทำไม่ได้ โดยทั้งหมดต้องไปหารือและนำเสนอให้ผู้กำกับดูแลคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย ว่าจะเป็นความท้าทายและเป็นโอกาสในอนาคตประเทศไทย เปลี่ยนจากไฟแนนเชียลไปสู่การค้าสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะตอนนี้มีความพร้อมของเครื่องมือที่จะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ส่วนกรณีที่ถามว่ากสิกรไทยจะตั้งเป็นโฮลดิ้งส์หรือไม่นั้น มองว่าทุกวันนี้กสิกรไทย แตกบริษัทย่อยมาเยอะไปหมด ดังนั้นเราทำอะไรที่เป็นวัฒนธรรมของเรา เป็นจุดแข็งที่สุด รูปแบบการปรับโครงสร้างองค์กรขึ้นอยู่กับแนวคิด ซึ่งหากเป็นโฮลดิ้งส์ แตกบริษัทออกไป สิ่งที่แยกออกมาเมื่อนำมารวมไม่ง่าย มองว่าความร่วมมือกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด โดยธนาคารกสิกรไทยทั้งเครือมีความพิเศษอยู่ ใช้รูปแบบวัฒนธรรมของเราดีที่สุด

นายภัทรพงศ์ กัณหสุวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แม้จะอยู่ภายใต้ภาวะวิกฤตจากโควิด-19 ซึ่งได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไปทั่วโลก แต่ธนาคารกสิกรไทยยังสามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจธนาคารในระดับภูมิภาคได้อย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2564 เติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 34% ซึ่งธนาคารได้ตั้งเป้าหมายภายในปี 2566 จะเพิ่มสัดส่วนรายได้ของธุรกิจในต่างประเทศเป็น 5% ของรายได้สุทธิธนาคารทั้งหมด (Net Total Income-NTI) หรือมีรายได้เติบโตถึง 5 เท่า พร้อมขยายฐานลูกค้าดิจิทัลเป็น 6.5 ล้านราย จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1.6 ล้านราย และเพิ่มเป็น 10 ล้านรายภายในปี 2567
โดย World Business Group (WBG) ได้สร้างการเปลี่ยนสู่ธุรกิจธนาคารยุคใหม่แห่งภูมิภาค ด้วยการเดินหน้าธุรกิจตามโมเดล Kasikorn China ที่ดำเนินธุรกิจบนปรัชญา “Better Me” ที่มุ่งให้การสนับสนุนลูกค้าที่มีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจนและมุ่งมั่นนำพาตัวเองสู่อิสรภาพทางการเงิน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีนที่มุ่งเน้นการพัฒนาแบบยั่งยืน ภายใต้แนวคิด ESG Bank ที่สร้างโอกาสการเข้าถึงทางการเงินให้กับลูกค้า
ทั้งนี้ ธนาคารจะนำแนวคิดธุรกิจนี้ขยายไปยังเวียดนาม ที่ได้เดินหน้าด้วยดิจิทัล แบงกิ้ง อย่างเต็มรูปแบบ ได้แก่ KBank Loan สินเชื่อดิจิทัลที่ช่วยให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในการขออนุมัติวงเงิน และ K PLUS Vietnam โมบาย แบงกิ้งที่ต่อยอดจากต้นแบบ K PLUS ในประเทศไทย และในอนาคตจะมีการเปิดตัวธุรกิจใหม่บนโมเดล Banking-as-a Service (BaaS) ในการให้บริการมากกว่าธุรกิจการเงินที่จะเริ่มที่เวียดนามเป็นแห่งแรก เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกที่มากกว่าในการเข้าถึงและบริการทางการเงิน ช่วยให้ฟินเทครายย่อยมีโอกาสเติบโตไปพร้อมกันและเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น
สำหรับกัมพูชา ธนาคารพร้อมเปิดตัว Payroll Lending ที่ทำให้ลูกค้าได้รับสินเชื่ออย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันของพันธมิตร ส่วนในฝั่งสปป.ลาว จะยังคงเดินหน้าเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานบริการ QR KBank จากปัจจุบันที่มี 1.3 แสนรายอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขยายการใช้งานให้ครอบคลุมทุกธุรกรรมการเงินของลูกค้า ในขณะเดียวกันก็มุ่งสร้างผลิตภัณฑ์และบริการที่จะช่วยยกระดับธุรกิจให้กับลูกค้าผู้ประกอบการของทั้งสองประเทศนี้ให้เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจของประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอีกด้วย
เป้าหมายถัดไปของธนาคารกสิกรไทย คือ การเชื่อมต่อกับอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่สุดและมีประชากรจำนวนมากที่สุดในภูมิภาค โดยปัจจุบันธนาคารได้เร่งสร้างพันธมิตรธุรกิจที่หลากหลาย เพื่อขยายโอกาสในการทำธุรกิจและส่งมอบบริการทางการเงินให้กับลูกค้าในอินโดนีเซีย นอกจากนี้ยังมีแผนในการจัดตั้งบริษัท K VISION FINANCIAL (KVF) เพื่อขยายการลงทุนด้านดิจิทัลในธุรกิจต่าง ๆ ด้วยเป้าหมายในการขยายฐานลูกค้าและเพิ่มจำนวนพันธมิตรทางธุรกิจ สู่การเป็น Ecosystem ทางการเงินในระดับภูมิภาค พร้อมชูแผนการสร้างบริการทางการเงินเพื่อรองรับตลาด Digital Asset ที่จะเติบโตในตลาดภูมิภาค โดยเฉพาะในประเทศจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม

นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธานกลุ่มบริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป จำกัด หรือ KBTG กล่าวว่า ประเทศจีนมีประชากรมากถึง 1,412 ล้านคน และมีการใช้โทรศัพท์มือถือ (Mobile Penetration) สูงมาก ส่งผลให้ Fintech Landscape ขยายวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในปี 2563 ที่ผ่านมา KBTG ได้มีการจัดตั้ง บริษัท ไคไต้ เทคโนโลยี จำกัด (KAITAI) ที่เซินเจิ้น มีภารกิจหลัก คือ การหาบุคลากรจีนที่มีความสามารถด้านเทคโนโลยีมาร่วมทีมเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการของธนาคาร พร้อมทั้งต่อยอดโอกาสทางธุรกิจจากฟินเทคในจีนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากไปสู่ทั่วทั้งภูมิภาคอาเซียน
ความสำเร็จในก้าวปีแรกของ KBTG คือ การมีส่วนร่วมใน 14 โครงการสำคัญ ครอบคลุมในทุกประสบการณ์ทางการเงินทั้งด้านการปล่อยกู้ เงินฝาก การชำระเงิน รวมทั้งข้อมูลและการวิเคราะห์กับ 7 พันธมิตรสำคัญในประเทศจีน และมีแผนเพิ่มทีมงานให้ใหญ่ขึ้นถึง 12 เท่า ภายในปี 2569
“เมื่อเร็ว ๆ นี้ KBTG ได้เปิดตัว คิวบิกซ์ ได้ใบอนุญาตทำ ไอซีโอ แล้ว และจะมีอีกในเร็วๆนี้ เช่นเดียวกับ Coral ที่ได้ทำ NFT แล้ว โดยอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะสร้าง ecosystem digital asset ในไทย เพื่อให้ชีวิตทางการเงินลูกค้าดีขึ้น เมื่อออกไปสู่ภูมิภาค 5 ปีข้างหน้าจะได้ลูกค้าดิจิทัล 50 ล้านรายบนแอพ KPlus และอีก 10 ปีข้างหน้าแอพ KPlus จะมีลูกค้าใช้งาน 100 ล้านราย”



