ล่าสุดน้ำท่วมหนักพื้นที่เศรษฐกิจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่ในพื้นที่ภาคใต้อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยรวมแล้วระดับลดลงมากแล้ว บางพื้นที่เข้าสู่ภาวะเกือบปกติ เชื่อว่าภายในไม่นานระดับน้ำจะลดลงเป็นปกติ ยกเว้นในพื้นที่ที่เป็นลุ่มต่ำ ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง แม้ในพื้นที่หาดใหญ่จะเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่น้ำจากหาดใหญ่ ไหลผ่านไปยังอีกหลายพื้นที่ หลายจังหวัดล่างลงไป ตั้งแต่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล ที่ยังถือว่าหนัก
อย่างไรก็ดีน้ำท่วมในจังหวัดสงขลา โดยเฉพาะหาดใหญ่ถือว่าครั้งนี้ “สาหัสที่สุด” เท่าที่เคยเห็นมา ทั้งเรื่องปริมาณน้ำฝนที่มากผิดปกติ ทั้งสภาพพื้นที่ที่ว่ากันว่าเป็นแอ่งกระทะ อีกทั้งสภาพของเมืองหาดใหญ่เป็นพื้นที่เมืองใหญ่ พื้นที่กว้าง เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในภาคใต้ตอนล่าง เมื่อสภาพพื้นที่เป็นแบบนี้ ปริมาณน้ำมากมายมหาศาล ทำให้ระดับน้ำท่วมสูงขึ้นแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ความเสียหายย่อมต้องเหนือจินตนาการ

แน่นอนว่าในภาวะที่ประชาชนทุกข์ยากลำบากแสนสาหัส เป็นบทพิสูจน์ภาวะผู้นำของ “นายกฯอนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ว่าสอบผ่านหรือไม่ท่ามกลางสถานการณ์ที่โกลาหลเช่นนี้ “ผู้นำ” จะต้องบริหารจัดการเด็ดขาด มีประสิทธิภาพ รวมทั้งไม่สร้างความสับสนให้กับผู้ปฏิบัติงานที่รับคำสั่ง ซึ่งช่วงแรกๆนายกฯ ถูกวิจารณ์ไม่น้อยในเรื่องการบริหารจัดการหน้างานยังทำได้ไม่ดีพอ ทำให้การช่วยเหลือไม่เป็นเอกภาพ และผลที่ปรากฏออกมาคือ ต่างคนต่างทำ การช่วยเหลือไม่สามารถเข้าถึงชาวบ้านได้ทั่วถึง
ในสถานการณ์วิกฤติเหมือนรัฐบาลกำลังเมาหมัด ไม่คาดคิด เตรียมพร้อมรับมือจะเกิดภัยธรรมชาติ เพราะท่องมาตลอดว่า “เอาอยู่” จนสุดท้ายสถานการณ์บานปลายยากเกินรับมือยิ่ง แต่ด้วยภาวะผู้นำทำให้ดึงสติกลับมาได้และเร่งลงพื้นที่บัญชาการหน้างานเอง พร้อมกำกับการจ่ายเงินเยียวยาให้เร็วที่สุด เรียกได้ว่าเคี่ยวเข็นให้ออกมาไวที่สุดไม่ให้เสียคะแนน เพราะยิ่งในภาวะที่โซเชียลไปไวยิ่งต้องบริหารจัดการให้เร็วๆที่สุด ไม่ให้บานปลายไปกันใหญ่ จะเกิดภาพลบมากขึ้นไปอีก
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่คราวนี้เป็นการพิสูจน์ “ภาวะผู้นำ” และการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินว่าจะจัดการได้ดีเพียงใด อย่าลืมว่าสถานการณ์ “สร้างวีรบุรุษ”ได้ แต่อีกด้านหนึ่งก็สามารถ “ทำลาย” ได้ในชั่วพริบตาเช่นเดียวกัน นี่คือบทพิสูจน์ฝีมือการทำงานของ “นายกฯอนุทิน” ว่าจะสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่ เพราะการบริหารงานในวันนี้ย่อมมีผลต่อการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่นาน.



