เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่รัฐสภา นางสาวเพียงพนอ บุญกล่ำ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ แถลงข่าวหลังประชุม ครม.เงา ว่า สืบเนื่องจากการที่คณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่นของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจจากภาคเอกชน SMEs ไทย ซึ่งสะท้อนว่ามีการให้สินบนโดยบริษัทขนาดใหญ่ ประมูลโครงการของรัฐ คิดว่าคงมีจำนวนสินบนรุนแรงก้อนใหญ่ มากกว่าที่เห็น และอาจมีหลายรูปแบบ
ถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงจึงมีข้อเสนอมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1. การเรียกสินบนการทุจริตคอร์รัปชันมาจากการใช้อำนาจ ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการอนุมัติโครงการ จึงต้องยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น และลดขั้นตอน ระยะเวลา ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร ได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา และติดตามการปฏิรูปกฎหมาย และยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย ซึ่งพรรคประชาชนได้เสนอ มีกรอบการทำงาน 90 วัน
2. เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ แก้ไขกฎกระทรวงที่ทำให้ลดการแข่งขัน เช่น การจ้างต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษ และจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง มูลค่าประมาณ 400,000 ล้านบาท หากสามารถดำเนินการได้จะประหยัดไปประมาณ 10% หรือ 40,000 ล้านบาท 3. จัดความคุ้มครองผู้ที่ให้เบาะแสการให้สินบน ทุจริต หรือคอร์รัปชัน ส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหานี้ ซึ่งจากรายงานผลสำรวจของ กกร. ก็พบว่าประชาชนไม่มั่นใจในการให้ข้อมูล รัฐจึงต้องส่งเสริมทำให้เกิดความมั่นใจ
ส่วนการแก้ปัญหาการให้สินบน ทุจริตคอร์รัปชัน ทางพรรคประชาชน ขอเสนอหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี Corporate Government เป็นแบบที่ตลาดหลักทรัพย์ได้ใช้ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ตามหลักนิติธรรม และจะต้องบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายไว้ และองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบ อย่างเป็นอิสระ และเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน

ด้าน น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ตนสำรวจ พบว่ามี 2 เรื่องที่ กกร.ให้ความสำคัญคือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามบอกว่าหากติดสินบนอาจจะได้โครงการรัฐง่ายขึ้น และ 2.การใช้เทคโนโลยีเพื่อลดดุลพินิจของรัฐ แต่การป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ดีที่สุดคือเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ ให้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาวิเคราะห์ ซึ่งทุกวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแอคไอเอ หรือเว็บไซต์ภาษีไปไหน แต่ติดขัดอยู่ที่ภาครัฐ
ที่ผ่านมาพรรคประชาชนเคยเสนอให้เปิดฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP (Electronic Government Procurement) เปิด API ของระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางและการจดทะเบียนต่างๆ ของบริษัทในกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้ภาคประชาชนเชื่อมต่อข้อมูลมาตรวจสอบได้ก็จะโปร่งใสขึ้น โดยที่อาจจะมีธงแดงในโครงการที่ส่อว่าจะเป็นไปในทิศทางการฮั้วประมูล นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีนามสกุลที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด การแข่งขันจะเป็นไปในทิศทางสมบูรณ์มากขึ้น
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า การสำรวจขึ้นชื่อว่ามีสถิติการเรียกรับผลประโยชน์ถี่ อยู่ในระดับที่ 10 กว่าๆ คือ 1. กระทรวงแรงงาน ซึ่งตั้งงบฯ สูงถึง 7 พันล้านบาท ทำแพลตฟอร์ม e-WorkPermit ให้แรงงานต่างด้าวลงทะเบียน แต่ต้องยอมรับว่า เวลาแรงงานต่างด้าวไปขอใบอนุญาตทำงานหรือขอบัตรชมพู พบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น จึงมีการถ่วงเวลาเพื่อที่จะทำให้ระบบนี้ล่าช้าลง และ 2. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมอุทยานฯ เปิด e-ticket เก็บค่าเข้าอุทยานมาหลายปี แต่ไม่ได้ประยุกต์ใช้อย่างเบ็ดเสร็จ บางครั้งยังเก็บเป็นเงินสด ซึ่งสามารถนำเข้ากระเป๋าได้สะดวกขึ้น จึงเห็นว่าบางครั้งอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ถูกจับ
“สิ่งที่พวกเราจะทำต่อไปคือการใช้กลไกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เรียก 4 หน่วยงานที่เก็บฐานข้อมูลเพื่อผลักดันในการเปิดฐานข้อมูลภาครัฐ โดยที่ต้องการให้เปิดเป็น API เพื่อให้ภาคประชาสังคมสามารถเชื่อมต่อฐานข้อมูลได้เลยโดยที่ไม่ได้เปิดเป็นแค่กระดาษ ส่วน e-ticket กับ e-WorkPermit ก็จะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ.ติดตามงบฯ ด้วยเช่นกัน เพื่อผลักดันให้ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อไป” น.ส.รักชนก กล่าว
เมื่อถามว่า พบการทุจริตมากที่สุดในกระทรวงแรงงานกับ ทส. เมื่อเปรียบกับทุกหน่วยงานเลยใช่หรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า 2 หน่วยงานนี้ได้นำแพลตฟอร์มที่เป็นเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อลดดุลพินิจ อย่างกระทรวงแรงงาน โดยกรมจัดหางาน ได้ทำ e-WorkPermit ซึ่งเป็นโครงการที่สูงถึง 7,000 ล้านบาท เราก็ตั้งข้อสังเกตตั้งแต่การอภิปราย ว่ามีการทุจริต หรือคอร์รัปชันตั้งแต่เริ่มโครงการเลยหรือไม่ แต่ผลสุดท้ายเมื่อโครงการคลอดออกมาแล้ว ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้ได้ไม่เต็มรูปแบบ อาจทำให้แรงงานข้ามชาติ หรือคนที่ต้องลงทะเบียนผ่านระบบนี้ในอนาคตมีปัญหา
ต้องยอมรับว่าผลประโยชน์ในการทำบัตรชมพู หรือการขอใบอนุญาตในการทำงานมันมีมากมายมหาศาล ดังนั้น เราจึงตั้งข้อสังเกตว่าการที่ระบบ e-WorkPermit ใช้การไม่ได้ อาจไม่ได้เป็นเพราะตัวมันเอง แต่เป็นเพราะทั้งฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายราชการ ที่เคยได้รับประโยชน์จากการรับผลประโยชน์รายหัว พยายามทำให้มันสำเร็จช้าลงหรือไม่ ซึ่งหน้าที่ของพวกเราในสภา ต้องใช้กลไกในสภาเพื่อผลักดันให้ระบบดังกล่าวใช้อย่างเต็มที่และคงจะมีการบรรจุวาระนี้เข้าสู่ กมธ.ติดตามงบประมาณฯ เป็นวาระถัดไป.



