แม้ท่าทีหลังออกจากเรือนจำ “ทักษิณ” จะยังสงวนบทบาททางการเมือง ขณะที่ “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และลูกสาวเคยระบุเมื่อวันที่ 26 ก.พ. ว่า หากได้รับการปล่อยตัว “พ่อ” จะวางมือทางการเมือง
แต่หากถามผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงนักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ไม่มีใครเชื่อ เพราะหลัง “นายใหญ่” ปล่อยวลี “ไปจำศีลมา 8 เดือน จำอะไรไม่ได้ เป็นอัลไซเมอร์” ก็ถูกตีความไปต่างๆ นานา
หากมองในแง่ดีอาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจ และฝ่ายตรงข้ามว่า ความขัดแย้งที่ผ่านมาถือว่าให้เลิกแล้วต่อกัน เพราะได้รับโทษมาแล้ว และพร้อมเริ่มต้นใหม่
แต่หากมองอีกมุม มีการประเมินว่า “การจำศีล” ตลอด 8 เดือนที่ผ่านมา อาจเป็นการสะสมพลัง เพื่อกลับมาอย่างแข็งแกร่ง สุขุม และทรงอิทธิพลกว่าเดิม พร้อมภารกิจ “เอาคืน” ทางการเมืองหลังผู้เกี่ยวข้องถูกผลักออกจากอำนาจ
จากนี้จึงต้องจับตาว่า “ทักษิณ” จะเลือกเล่นบทใด หากวางตัวเป็น “ลมใต้ปีก” ก็อาจช่วยฟื้นฟู“พรรคเพื่อไทย” เป็นกาวใจไม่ให้พรรคแตกระหว่างคนรุ่นใหม่ และกลุ่มนายทุนบ้านใหญ่ รวมถึงประคองเกมการเมืองระยะยาว รอจังหวะที่กระแส “พรรคน้ำเงิน” อ่อนแรง หรือสะดุดทางการเมืองจน “เพื่อไทย” กลับมาเป็นแกนนำได้อีกครั้ง
แต่หากเดินเกมแข็งกร้าว บัญชาการจาก “บ้านจันทร์ส่องหล้า” ผ่าน “พรรคเพื่อไทย” ก็อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองมากขึ้น ทั้งการต่อรองอำนาจ ป่วนเกมสภาฯ และกดดัน “รัฐบาลสีน้ำเงิน” หลังมีความเชื่อว่า “พรรคภูมิใจไทย” เป็นผู้แย่งเก้าอี้นายกฯของลูกสาวตัวเอง
รวมถึงยังมีการจับตาว่า “นายใหญ่” อาจเดินเกมเปลี่ยนสีเสื้อ สว.ชุดนี้หรือไม่ เพื่อควบคุมกลไกต่างๆเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อน ที่เคยครองทั้งสภาฯ ล่าง และสภาสูง
พร้อมปลุกมวลชนเสื้อแดงกลับมาเคลื่อนไหว เพื่อสร้างอำนาจต่อรองทางการเมืองอีกครั้ง อย่างครั้งที่เคยสร้างความปั่นป่วน และเสียหายแก่บ้านเมืองเช่นเหตุการณ์ “เผาบ้านเผาเมือง” ในปี 2553
หากสถานการณ์ทำท่าอาจนำไปสู่ปัญหาบานปลาย เชื่อว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจคงไม่ปล่อยไว้ และอาจใช้ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” เดินเกมตอบโต้ เริ่มตั้งแต่การเขี่ย “พรรคเพื่อไทย” ออกจากรัฐบาลแล้วให้ “พรรคฝ่ายคอย” เข้ามาเสียบแทน
โดยเฉพาะหลัง “พรรคกล้าธรรม” ที่อยู่ในสถานะฝ่ายค้านแสดงท่าทีชัดด้วยการไม่ร่วมลงชื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ร่วมกับ “พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์”
ขณะเดียวกัน “ทักษิณ” ยังต้องเผชิญแรงกดดันจากคดีเก่า ทั้งคดีป่วยทิพย์ชั้น 14 ที่ ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเจ้าหน้าที่ 12 คน หลังช่วยเหลือให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งหากพบการกระทำผิด ก็อาจโยงถึงตัวอดีตนายกฯ ได้ในฐานะ ตัวการ หรือ ผู้ใช้ ผู้สนับสนุน
ยังมีคดีประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่อยู่ระหว่างกระบวนการในศาลอาญา หลังอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์ รวมถึงประเด็นภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 1.76 หมื่นล้านบาท ที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้กรมสรรพากรเร่งบังคับคดี ให้นำเงินกลับมายังแผ่นดิน
นอกจากนี้ ยังพลาดสานภารกิจสำคัญ คือความพยายามต่อรอง เปิดทางให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และน้องสาวสุดที่รัก ได้กลับประเทศไทยอีกครั้ง หลังหนีคดีอยู่ต่างประเทศมานาน ขณะที่ตัวเองเป็นผู้ผลักดันเข้าสู่ถนนการเมือง และกลายเป็นปมค้างคาใจสำคัญ และเป็นฝันร้ายที่ “นายใหญ่” ต้องการสะสางให้จบ
จึงต้องจับตาว่า หลังการกลับมาของ “นายใหญ่” การเมืองไทยจะกลับสู่ความขัดแย้งรอบใหม่หรือไม่ และอนาคตของ “พรรคเพื่อไทย” รวมถึง “ตระกูลชินวัตร” จะเดินไปในทิศทางใดทั้งหมดอาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขอ
“ทักษิณ ชินวัตร” เพียงคนเดียว



