วันที่ 1 ธ.ค. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยในการปาฐกถาพิเศษ คู่หูเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติสู่ความยั่งยืน ว่า ประเทศไทยกินบุญเก่ามานาน และไม่ได้มีการลงทุนใหม่ สิ่งสำคัญ ที่เข้ามาทำงานในช่วงเวลา 4 เดือน คือ อยากวางรากฐานให้กับรัฐบาลในสมัยหน้า โดยไทยเจอปัญหาเชิงโครงสร้างจะต้องเร่งปรับโครงสร้าง รวมถึงปลดล็อกกติกาให้เอื้อต่อการลงทุนในอนาคต เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เป็นต้น
“ไทยเมื่อมีภาษีทรัมป์มา เราได้รับผลกระทบแรง เพราะเราพึ่งพาการส่งออกที่มาก แต่ในประเทศอ่อนแอ การส่งออกหดไปเราก็กระทบหนัก การสร้างความเข้มแข็งในประเทศ ผ่านการลงทุนในระยะยาว จึงสำคัญมาก จึงเน้นการลงทุนในคน จะเห็นว่าเกือบทุกนโยบาย ไม่ว่าจะคนละครึ่งพลัส การลงทุนผ่านบีโอไอ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ในสัปดาห์หน้า กระทรวงการคลังจะมีการนำเสนอครม.เศรษฐกิจ ถึงแนวทางการออมเงินในตลาดทุน เพื่อนำไปลดหย่อนภาษี ซึ่งจะมีการออกที่เรียกว่า อินดิวิดวล เซฟวิ่ง แอคเคานท์”
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ทำงานร่วมกับกระทรวงการคลังได้ดีมาก ที่ผ่านมามีปัญหาในเรื่องของการประสานงานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง ซึ่งยืนยันได้ว่าในยุคนี้ไม่มี และทำงานร่วมกัน ไม่ได้ใช้ดอกเบี้ยนโยบายอย่างเดียว เพราะบริบทเปลี่ยนไป และต้องออกมาตรการเฉพาะจุดแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น การแก้หนี้ครัวเรือน แก้ปัญหาเอสเอ็มอี เงินทุนเทา การเข้าไม่ถึงสินเชื่อกู้เงินไม่ได้ ขณะที่การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ จับตาข้อมูลที่ออกมาว่า กนง. จะเห็นอย่างไร
ส่วนสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ ประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อจีดีพี 0.1-0.2% เท่านั้น โดย ธปท.ได้ออกมาตรการผ่อนเกณฑ์ผ่านสถาบันการเงินภายใต้การกำกับ โดยผ่อนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ สามารถลดต้น ลดดอกได้ ลดการจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิต เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ธปท.หวังเห็นสถาบันการเงินภายใต้การกำกับออกมาตรการช่วยเหลือที่แรง เช่นเดียวกับมาตรการที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ดำเนินการออกมาช่วยลูกค้าในช่วงก่อนหน้านี้
ขณะที่ นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงิน เกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า คาดการณ์เศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 69 จะขยายตัวที่ 1.6-1.8% และยังเป็นปีที่เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหาความท้าทายต่อเนื่องจากปีนี้ โดยเศรษฐกิจไทยโตช้า เพราะบุญเก่าอ่อนแรง และบุญใหม่ยังไม่มี และปัญหาที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ในขณะนี้ คือ ภาคการผลิต จากความสามารถในการแข่งขัน แม้ว่าการส่งออกจะขยายตัว แต่การผลิตจริงกลับติดลบ
“ปี 69 ยังเป็นปีแห่งทางแยกของเศรษฐกิจไทย ที่มีความท้าทายจากปัจจัยภายในและภายนอก ดังนั้นไทยต้องเร่งสร้างเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ ขณะเดียวกันยังต้องจับตาการเลือกตั้งและแนวนโยบายการเงินการคลัง นอกเหนือจากการท่องเที่ยวและการลงทุน สำหรับการเลือกตั้งนั้น ยังมองว่าอาจจะเป็นโอกาสสำคัญของเศรษฐกิจไทย การเลือกตั้งจึงอาจจะเป็นข้อดี คืออาจจะมีคนนำเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างไร จากแนวนโยบาย แนวมาตรการที่จะช่วยคลายปัญหาหลายสิ่งที่เศรษฐกิจไทยกำลังเจอ ซึ่งยืนยันว่าต้องการนโยบายปฏิรูปที่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การแจกเงิน”



