สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. ว่า นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานทุกแห่งที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา


การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นขณะที่ทรัมป์เพิ่มแรงกดดันต่อประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา ด้วยการเสริมกำลังทหารทางเรือครั้งใหญ่ในทะเลแคริบเบียน การทิ้งระเบิดเรือที่ต้องสงสัยว่าลักลอบขนยาเสพติด และคำเตือนให้ทั่วโลกหลีกเลี่ยงน่านฟ้าของเวเนซุเอลา


อย่างไรก็ตาม เลวิตต์ปฏิเสธกล่าวว่า มีการบรรลุ “การตัดสินใจขั้นสุดท้าย” เกิดขึ้นระหว่างการประชุมครั้งนี้หรือไม่ หลังความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับเวเนซุเอลายืดเยื้อมานานหลายเดือน ยิ่งไปกว่านั้น โฆษกทำเนียบขาวปฏิเสธที่จะตัดความเป็นไปได้ เกี่ยวกับแผนการส่งทหารสหรัฐเข้าไปปฏิบัติการภายในเวเนซุเอลา


ในเวลาเดียวกัน มาดูโรปราศรัยท่ามกลางมวลชนฝ่ายสนับสนุนในกรุงการากัส ว่าเวเนซุเอลาไม่ต้องการ “สันติภาพแบบทาส” หรือ “สันติภาพแบบการล่าอาณานิคม” แต่ต้องการ “สันติภาพที่มาพร้อมอธิปไตย ความเท่าเทียม และเสรีภาพ”


ทั้งนี้ ทรัมป์เพิ่งยืนยันว่า การสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างตัวเขากับมาดูโร “เป็นความจริง” แต่ปฏิเสธให้ข้อมูลเพิ่มเติม หลังเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานเมื่อศุกร์ที่ผ่านมา ว่าทรัมป์และมาดูโรหารือถึงความเป็นไปได้ในการพบกัน ขณะที่ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานเพิ่มเติมเมื่อวันเสาร์ ว่าการสนทนาระหว่างผู้นำสหรัฐกับผู้นำเวเนซุเอลา ยังรวมถึงเงื่อนไขการนิรโทษกรรม หากมาดูโรจะลาออกจากตำแหน่ง


ด้านนายมาร์คเวย์น มัลลิน วุฒิสมาชิกรัฐโอคลาโฮมา สังกัดพรรครีพับลิกัน กล่าวในรายการข่าวของซีเอ็นเอ็น ว่ารัฐบาลวอชิงตัน “เสนอโอกาส” ให้ผู้นำเวเนซุเอลาเดินทางออกนอกประเทศ เพื่อไปลี้ภัยยังรัสเซียหรือประเทศอื่นได้ตามต้องการ


ทั้งนี้ สหรัฐตั้งรางวัลนำจับมาดูโร 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1,600.50 ล้านบาท) จากการเป็นหัวหน้าขององค์กรอาชญากรรม “แก๊งค้ายาดวงอาทิตย์” (Cartel of the Suns) ขณะที่รัฐบาลการากัสยืนกรานว่า แก๊งที่ว่านั้นไม่มีอยู่จริง


อย่างไรก็ตาม ผู้สันทัดกรณีทางการเมืองในอเมริกาใต้บางคนวิเคราะห์ว่า แก๊งค้ายาดวงอาทิตย์ ตามความหมายของรัฐบาลวอชิงตัน หมายถึง การทุจริตของเจ้าหน้าที่ระดับสูงในเวเนซุเอลา โดยร่วมมือกับแก๊งอาชญากรรม.

เครดิตภาพ : REUTERS