นอกจากนี้ น้ำท่วมยังเพิ่มความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับน้ำและแมลง เช่น อหิวาตกโรค ไทฟอยด์ มาลาเรีย และไข้เลือดออก รวมถึงบาดแผลจากวัตถุต่าง ๆ และปัญหาสุขภาพจิตจากความ เครียดหลังภัยพิบัติ

แนวทางด้านสุขภาพสำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ติดตามข้อมูลและการแจ้งเตือนภัย ตรวจสอบข่าวสารจากหน่วยงานท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอ เตรียมพร้อมปรับตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และเตรียมแผนการอพยพกรณีเกิดสัญญาณเตือน จัดเตรียมแหล่งน้ำสะอาด เตรียมน้ำดื่มสะอาดหรืออุปกรณ์บำบัดน้ำ เช่น เม็ดคลอรีนหรือเครื่องกรองน้ำ เพื่อให้มีน้ำสะอาดดื่มกินตลอดเวลา

ป้องกันโรคติดต่อ เน้นส่งเสริมการล้างมือด้วยน้ำสบู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อป้องกันโรคระบบทางเดินอาหารและโรคติดต่ออื่น ๆ

เตรียมสิ่งของจำเป็น จัดชุดฉุกเฉินส่วนบุคคล (First Aid kit) พร้อมยาและเวชภัณฑ์พื้นฐาน เก็บเอกสารสำคัญ ใส่ในถุงกันน้ำ ปรับแสงไฟฉายให้ทำงานได้ และเตรียมไฟฉายแบตเตอรี่ เผื่อกรณีไฟฟ้าดับ

การเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ

รู้เส้นทางอพยพและจุดปลอดภัย สำรวจเส้นทางอพยพของชุมชนและพื้นที่สูงหรือที่ปลอดภัยไว้ล่วงหน้า

จัดชุดอุปกรณ์ฉุกเฉิน เตรียมถุงยังชีพที่บรรจุอาหารแห้ง น้ำดื่มบรรจุขวด ยาและเวชภัณฑ์พื้นฐาน เสื้อผ้าสำรอง ตรวจสอบบ้าน ยึดโครงหลังคาให้มั่นคง เก็บข้าวของที่มีค่าไว้บนที่สูง ควรปิดสวิตช์แก๊สและไฟฟ้าเพื่อป้องกันอุบัติเหตุไฟฟ้าลัดวงจร

ปฏิบัติขณะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน

หลีกเลี่ยงน้ำท่วม ห้ามเดินหรือขับรถผ่านน้ำที่ท่วมสูง เพราะอาจมีกระแสน้ำแรงหรือวัตถุอันตรายใต้น้ำ รอความช่วยเหลือหากติดอยู่บนที่สูงและไม่ลงไปในน้ำ

น้ำดื่มปลอดภัย ใช้น้ำต้มสุกหรือผ่านการคลอรีนตลอด แม้ในยามน้ำท่วมก็ต้องหลีกเลี่ยงดื่มน้ำเน่าหรือน้ำประปาปรุงอาหารโดยไม่ได้ฆ่าเชื้อ

สุขอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสน้ำท่วมโดยตรง ล้างมือด้วยสบู่ทันทีหลังสัมผัสน้ำหรือล้างถ้วยชาม
ที่ใช้แล้ว

การดูแลสุขภาพหลังเกิดเหตุ

ความปลอดภัยไฟฟ้า เมื่อน้ำลดแล้ว ห้ามใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าขณะตัวเปียกหรือน้ำยังขัง ตรวจสอบระบบไฟฟ้า แก๊ส และอุปกรณ์ต่าง ๆ โดยช่างผู้ชำนาญก่อนใช้งาน

ทำความสะอาดพื้นที่ สวมหน้ากาก ถุงมือ รองเท้าบู๊ตยางขณะทำความสะอาดบ้าน เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากน้ำโคลน ตากบ้านให้แห้ง เปิดประตู-หน้าต่างระบายอากาศ หากต้องใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ให้ใช้นอกอาคารเท่านั้น

จัดการขยะและสิ่งปนเปื้อน กำจัดอาหารหรือยาใดๆ ที่สัมผัสน้ำท่วมทั้งหมด เพราะอาจปนเปื้อนเชื้อโรค โดยเฉพาะอาหารกระป๋องหรือบรรจุภาชนะที่หล่นคว่ำ อย่าเสี่ยงทาน แม้แต่น้ำแข็งที่ทำจากน้ำท่วมก็ควรทิ้ง

สุขาภิบาลในชุมชน เร่งฟื้นฟูระบบน้ำประปาและสุขา หากสถานีสูบน้ำหรือบ่อเกรอะเสียหาย จัดตั้งสุขาชั่วคราวหรือถังเก็บมูลต่าง ๆ ห่างจากแหล่งน้ำอย่างน้อย 50 เมตร ใช้ทรายกลบอุจจาระเมื่อไม่มีสุขา เพื่อป้องกันน้ำเน่าปนเปื้อนทำให้เกิดโรค

ป้องกันโรคติดต่อต่าง ๆ ดื่มน้ำที่ปราศจากเชื้อเท่านั้น ล้างมือให้สะอาดเสมอ ปรุงอาหารให้สุก ใช้ผ้าคลุมอาหารกันแมลง และฉีดพ่นยากันยุงเพื่อป้องกันโรคติดต่อที่อาจระบาดหลังน้ำท่วม

ดูแลสุขภาพจิต WHO ชี้ว่าผู้รอดชีวิตมักมีความเครียด ซึมเศร้า หรือตื่นตระหนกหลังภัยน้ำท่วม จึงควรดูแลจิตใจ พักผ่อนให้เพียงพอ และหากมีอาการผิดปกติ เช่น นอนไม่หลับหรือวิตกหนัก ให้ขอรับการสนับสนุนจากนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ทันที

ขณะที่ ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง ม.เกษตรศาสตร์ ระบุว่า Flash Flood คือมหันตภัยยุคใหม่ เกิดขึ้นทั่วทุกมุมโลก แม้แต่ประเทศอย่างอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ฯลฯ ยังโดนจนเสียหายหนัก สนามบินดูไบในทะเลทรายยังเคยจมน้ำในเวลาแป๊บเดียว บางครั้งเรามีเวลาแค่ชั่วโมงเดียวในการตัดสินใจเพื่อชีวิตเราและคนในครอบครัว เชื่อตัวเองมากกว่าเชื่อคนอื่น

เมื่อเริ่มมีวี่แววว่าอาจจะเกิดฝนหนัก ให้รีบหาข้อมูล วางแผนรับมือโดยเตรียมพร้อม น้ำขึ้นสูงไปทางไหน อาหาร ยา น้ำ นม ฯลฯ น้องหมาน่ารัก น้องแมวฮีลใจ แต่จะกลายเป็นภาระในช่วงวิกฤติ ต้องเตรียมการเผื่อสัตว์เลี้ยงแสนดีด้วย อาหาร น้ำ จัดการสิ่งกีดขวาง เช่น ลูกกรงชั้นสองต้องเปิดได้ อุปกรณ์จำเป็นต้องมี การติดต่อโลกภายนอก รับข่าวสารทางวิทยุใช้ถ่านหรือใช้มือปั่น

นอกจากนี้ยังให้คำแนะนำว่า เราเลือกมาเป็นผู้นำต้องดูแลเราได้ เลือกผู้แทนท้องถิ่นประเทศ โดยดูจากความใส่ใจและความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติ.

‘อุทกภัยใหญ่ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งสุดท้าย’

       ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม  เปิดเผย ข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดยองค์กร Germanwatch ที่ประเมินผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วทั่วโลก โดยใช้ฐานข้อมูลระหว่างประเทศ ช่วงระยะเวลา 30 ปี (ค.ศ. 1995–2024) พบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่ในอันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ส่วนความเสี่ยงระยะยาว 30 ปี อยู่อันดับที่ 22 จากอันดับที่ 30 ในปี 2022 แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงของไทยเพิ่มสูงขึ้น

       รายงานดังกล่าว ยังระบุว่า ในช่วงปี 30 ปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากกว่า 9,700 ครั้ง มีประชากรได้รับผลกระทบเกือบ 5.7 พันล้านคน มีผู้เสียชีวิตกว่า 832,000 คน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยสาเหตุการเสียชีวิตสูงที่สุดเกิดจากคลื่นความร้อนและพายุ รวม 66% ขณะที่น้ำท่วมส่งผลกระทบต่อประชากรมากที่สุด 48%  ส่วนพายุสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงที่สุด 58% หรือราว 2.64 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับปี 2024 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เกรนาดา ชาด ปาปัวนิวกินี ไนเจอร์ เนปาล ฟิลิปปินส์ มาลาวี เมียนมา และเวียดนาม.