
‘ดร.สนธิ คชวัฒน์’ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ออกมาให้ข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพมหานครที่พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง โดยล่าสุดค่าฝุ่นตรวจวัดได้ 28.1–55.6 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทำให้หลายพื้นที่เข้าสู่ระดับสีส้ม หรือระดับที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งพบมากถึง 58 จุด ทั่วกรุงเทพฯ
ดร.สนธิอธิบายว่า ช่วงก่อนหน้านี้กรุงเทพฯ ยังไม่เผชิญปัญหาฝุ่นรุนแรงนัก เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนที่แผ่ลงมามีกำลังค่อนข้างแรง ประกอบกับลมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดในแนวราบยังช่วยกระจายมลพิษจากการจราจร โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง และการเผาในที่โล่ง ทำให้ค่าฝุ่นยังไม่เกินมาตรฐาน
แต่สถานการณ์ล่าสุดกลับเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อมวลอากาศเย็นเริ่มอ่อนกำลังลง อากาศที่หนักจึงกดตัวลงมาชิดพื้นจนมีลักษณะคล้าย ‘ฝาชีครอบเมือง’ ขณะที่ลมในแนวราบกลับนิ่ง ความเร็วลมต่ำกว่า 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้การฟุ้งกระจายทั้งในแนวราบและแนวดิ่งลดลงอย่างมาก ฝุ่น PM2.5 จากทุกแหล่งกำเนิดจึงสะสมตัวจนเกิดภาวะคล้าย Fumigation ปกคลุมพื้นที่ ส่งผลโดยตรงต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัญจรริมถนน จึงเตือนให้ประชาชนสวมหน้ากาก N95 ทุกครั้งเมื่อออกนอกบ้าน และควรใช้เครื่องฟอกอากาศภายในที่พักเพื่อช่วยลดความเสี่ยง
ขณะเดียวกัน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ประกาศให้พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นเขตควบคุมมลพิษแล้ว ซึ่งหมายความว่าจะต้องบังคับใช้มาตรการด้านกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อลดการปล่อยฝุ่นจากแหล่งต้นทางทุกประเภท พร้อมเรียกร้องให้ คณะกรรมการควบคุมมลพิษ และ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ สนับสนุนการทำงานของกรุงเทพมหานครอย่างเต็มที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันต่อสถานการณ์ที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น



