เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. รายการโหนกระแสวันนี้ เป็นกรณีร้องเรียนของคุณเอ (นามสมมุติ) อดีตแอร์โฮสเตสสาวที่มาร้องขอความเป็นธรรม หลังจากถูกฝ่ายชายซึ่งมีอาชีพเป็นกัปตันขับเครื่องบินหลอกลวงด้วยวิธีการที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากการที่คุณเอถูกหลอกให้เชื่อว่าฝ่ายชายเลิกรากับภรรยาเก่าแล้ว ถึงขั้นมีการโชว์ใบหย่าให้ดูจนตายใจ แต่ความจริงกลับกลายเป็นว่ากัปตันคนนี้สร้างโลกซ้อนโลก โดยไปมีผู้หญิงคนที่สามซึ่งเป็นแอร์โฮสเตสรุ่นน้อง และใช้ใบหย่าใบเดียวกันนั้นไปหลอกผู้หญิงคนใหม่ว่าเลิกกับคุณเอแล้ว ทั้งที่ความจริงยังไม่ได้เลิกกัน จนทำให้ชีวิตของคุณเอพังทลาย ต้องลาออกจากงานและตกอยู่ในสภาวะลำบาก ไม่มีเงินแม้กระทั่งจะซื้ออาหารให้แมวที่เลี้ยงไว้กิน

คุณเอ ซึ่งปัจจุบันพักอาศัยอยู่ที่กรุงเทพฯ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ว่า เธอรู้จักกับฝ่ายชายขอสมมุติชื่อว่า “ทอม” ที่ทำงานเก่าในฐานะเพื่อนร่วมงานและได้บินด้วยกันตามปกติ จนกระทั่งฝ่ายชายเข้ามาจีบและเริ่มคบหากันในช่วงประมาณปี 2550-2551 หลังจากคบกันไปสักพัก ก็มีคนมาเตือนเธอว่าฝ่ายชายมีภรรยาและลูกอยู่แล้ว ซึ่งตอนนั้นเธอรับไม่ได้ แต่ด้วยวิธีการเข้าหาของฝ่ายชายที่ทำตัวเป็นที่ปรึกษา เป็นพี่ชายที่แสนดี คอยให้คำแนะนำในช่วงที่เธอมีปัญหากับแฟนคนเก่า ซึ่งเธอยืนยันว่าการที่เธอเลิกกับแฟนเก่าเป็นการตัดสินใจของเธอเอง ไม่ใช่เพราะฝ่ายชายยุแยง แต่ฝ่ายชายอาศัยจังหวะเข้ามาสวมรอยดูแลในช่วงที่เธอโสดพอดี

ต่อมาเมื่อคุณเอตัดสินใจย้ายไปประจำการที่ภูเก็ตเพื่อหนีปัญหาและต้องการเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฝ่ายชายก็ตามไปดูแลเทคแคร์เพื่อแสดงความจริงใจ และยังพาลูกชายของเขามาหาเธอที่ภูเก็ตเพื่อยืนยันว่าเขามีแต่ลูก ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับภรรยาเก่าแล้ว โดยอ้างเหตุผลว่าที่ยังจัดการเรื่องหย่าไม่จบเพราะมีปัญหาแย่งสิทธิการเลี้ยงดูบุตรกันอยู่ ซึ่งฝ่ายภรรยาเก่าต้องการลูกคนเล็กไปเลี้ยงแต่เขาไม่ยอม ตลอดระยะเวลาที่คบหากัน คุณเอพยายามขอดูใบหย่าจากฝ่ายชายมาโดยตลอด แต่ฝ่ายชายก็มักจะบ่ายเบี่ยงอ้างว่ายังไม่สะดวกนำมาให้ดู

จุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิตเกิดขึ้นเมื่อฝ่ายชายได้งานใหม่ที่สายการบินในฮ่องกง เขาจึงมาขอให้คุณเอลาออกจากงานแอร์โฮสเตสเพื่อไปอยู่ด้วยกันและทำหน้าที่แม่บ้านดูแลเขา โดยอ้างว่าไม่อยากมีความรักระยะไกล และเสนอว่าจะจ่ายเงินเดือนชดเชยให้เท่ากับที่เธอเคยได้รับ ตอนนั้นคุณเอลังเลอยู่นานเพราะมีหน้าที่การงานที่ดีและมีปัญหาสุขภาพ แต่เมื่อปรึกษาเพื่อนๆ ทุกคนต่างลงความเห็นว่าฝ่ายชายเป็นคนดี ดูแลเทคแคร์เก่ง น่าจะฝากชีวิตไว้ได้ ประกอบกับฝ่ายชายยืนยันหนักแน่นว่าจัดการปัญหาครอบครัวเดิมเรียบร้อยแล้วและไม่อยากห่างกัน ทำให้สุดท้ายคุณเอใจอ่อน ยอมเสียสละลาออกจากอาชีพแอร์โฮสเตสเพื่อไปใช้ชีวิตคู่กับฝ่ายชายที่ฮ่องกงในฐานะสามีภรรยา แม้จะยังไม่ได้มีการจดทะเบียนสมรสกันก็ตาม โดยที่คุณเอเชื่อใจฝ่ายชายอย่างสนิทใจว่าเขาเลิกรากับภรรยาเก่าขาดแล้วตามที่เขากล่าวอ้างมาตลอดเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

หลังจากใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน คุณเอพยายามขอดูใบหย่ามาโดยตลอด แต่ฝ่ายชายก็บ่ายเบี่ยงอ้างความไม่สะดวก จนกระทั่งปี 2563 เขาถึงยอมนำใบหย่ามาให้ดู ซึ่งเป็นใบหย่ากับภรรยาคนแรก โดยอ้างว่าเพิ่งหย่าเพราะติดปัญหาเรื่องลูก แต่ความจริงแล้วใบหย่านั้นระบุวันหย่าไว้ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งขัดแย้งกับช่วงเวลาที่นำมาแสดง แต่ด้วยความที่คุณเอเข้าใจว่าเขาหย่ากับภรรยาคนแรกแล้ว จึงยอมตกลงจดทะเบียนสมรสกับเขาในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ตามที่ปรากฏในทะเบียนสมรส

ความผิดปกติเริ่มปรากฏชัดขึ้นเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน ปี 2568 คุณเอสังเกตเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของสามี จากที่เคยเป็นคนดี ดูแลเอาใจใส่ เริ่มห่างเหิน บินไปค้างต่างประเทศบ่อยขึ้น แทบจะทุกเดือน และเริ่มมีอารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดใส่เธอโดยไม่มีสาเหตุ จนกระทั่งวันหนึ่ง แอปพลิเคชัน Instagram ได้แนะนำบัญชีผู้ใช้รายหนึ่งขึ้นมา (Suggest Friend) ซึ่งเมื่อคุณเอเข้าไปดูก็พบว่าเป็นบัญชีของสามีเธอ ทั้งที่เขาเคยบอกว่าไม่เล่นโซเชียลมีเดียเลย และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือรูปโปรไฟล์ของบัญชีนั้นเป็นรูปคู่ของสามีเธอกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นแอร์โฮสเตสเหมือนกัน

ด้วยความสงสัย คุณเอจึงตัดสินใจส่งข้อความไปหาผู้หญิงในรูปโปรไฟล์นั้นทันที บทสนทนาที่เกิดขึ้นทำให้ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผย เมื่อผู้หญิงคนนั้น หรือ “น้องมินต์” (นามสมมุติ) ยอมรับว่าคบหาเป็นแฟนกับฝ่ายชายอยู่ โดยเข้าใจมาตลอดว่าฝ่ายชายมีภรรยาคนเดียวคือภรรยาคนแรกและมีลูกด้วยกัน และเข้าใจว่าฝ่ายชายได้หย่าขาดกับภรรยาคนแรกเรียบร้อยแล้ว โดยฝ่ายชายได้นำ “ใบหย่าของภรรยาคนแรก” ใบเดียวกันกับที่ให้คุณเอดู ไปแสดงให้น้องมินต์ดูเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ทำให้น้องมินต์เชื่อสนิทใจว่าฝ่ายชายโสดและไม่มีพันธะใดๆ โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าฝ่ายชายได้มาจดทะเบียนสมรสซ้อนกับคุณเอแล้ว

เมื่อคุณเอถามน้องมินต์ว่ารู้หรือไม่ว่าฝ่ายชายยังมีภรรยาอยู่อีกคน น้องมินต์ก็ตอบกลับมาว่าฝ่ายชายบอกว่าเลิกกันนานแล้ว อยู่ด้วยกันมา 20 ปีแล้ว ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับคุณเอเป็นอย่างมาก เพราะความจริงคือเธอเพิ่งคบและอยู่กินกับฝ่ายชายมาประมาณ 7-8 ปีเท่านั้น ไม่ใช่ 20 ปีตามที่ฝ่ายชายไปโกหก และที่สำคัญคือ น้องมินต์เข้าใจผิดว่าคุณเอคือ “เมียคนแรก” ที่ฝ่ายชายเลิกราไปแล้ว โดยไม่รู้เลยว่ามีตัวตนของคุณเออยู่ในสมการชีวิตคู่ของฝ่ายชายด้วย

เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของฝ่ายชายที่สร้างโลกสองใบ หลอกลวงผู้หญิงทั้งสองคนให้เข้าใจผิดในสถานะของตัวเอง โดยใช้ใบหย่าใบเดิมเป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้หญิงคนใหม่ ในขณะที่ปิดบังความจริงเรื่องการจดทะเบียนสมรสกับภรรยาคนปัจจุบัน (คุณเอ) ไว้เป็นความลับ เมื่อความจริงเปิดเผย น้องมินต์จึงตัดสินใจเดินทางมาที่บ้านของคุณเอในคืนนั้นทันทีเพื่อพิสูจน์ความจริง แต่สิ่งที่ฝ่ายชายบอกกับน้องมินต์กลับกลายเป็นคำโกหกคำโตอีกครั้ง โดยเขาอ้างกับน้องมินต์ว่า คุณเอเป็นเพียง “น้า” หรือแม่บ้านที่เขาจ้างมาให้ช่วยดูแลแมวที่บ้านเท่านั้น ไม่ได้มีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาแต่อย่างใด ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับคุณเอเป็นอย่างมากที่ถูกลดสถานะจากภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายกลายเป็นเพียงคนเลี้ยงแมว

หลังจากเหตุการณ์ที่น้องมินต์บุกมาที่บ้านในคืนนั้น วันรุ่งขึ้นฝ่ายชายก็เก็บข้าวของย้ายออกจากบ้านไปทันทีและไม่กลับมาอีกเลย โดยเลือกที่จะไปอยู่กับน้องมินต์ และดูเหมือนว่าน้องมินต์เองหลังจากที่ได้รับรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว กลับไม่ได้ถอยห่างออกมา แต่ยังคงสานสัมพันธ์และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับฝ่ายชายต่อไป โดยฝ่ายชายยังคงไปบินและใช้ชีวิตตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการเปิดเผยหลักฐานเป็นอีเมลที่ฝ่ายชายเคยส่งหาคุณเอในช่วงที่จีบกันใหม่ๆ ซึ่งมีข้อความหวานซึ้งว่า “คิดถึงมากๆ คิดถึงจนเจ็บหน้าอก จำได้ไหมครับที่เคยบอกว่ารักจนหมดหัวใจ ไม่มีช่องว่างเหลือเลย” ซึ่งทนายพัฒน์ (ทนายคนกลาง) ชี้ว่าข้อความเหล่านี้เป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงชู้สาวและการหลอกลวง

หลังจากฝ่ายชายหนีออกจากบ้านไป คุณเอได้ตัดสินใจติดต่อไปพูดคุยกับคุณน้าของฝ่ายชาย ซึ่งก่อนหน้านี้เธอไม่เคยได้คุยด้วยเลย ทำให้ได้รับรู้ความจริงที่น่าตกใจเพิ่มขึ้นอีกว่า พฤติกรรมของฝ่ายชายที่เป็นแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เขามีพฤติกรรมคบผู้หญิงหลายคนมาโดยตลอด ทางบ้านของฝ่ายชายเองก็รับรู้เรื่องนี้ดี แต่ตัวคุณเอไม่เคยทราบมาก่อนเพราะให้ความไว้วางใจ นอกจากนี้ คุณเอยังได้รับข้อมูลจากทางบ้านฝ่ายชายว่า เคยมีแอร์โฮสเตสชาวฮ่องกง (นามสมมุติ คุณดี) เดินทางมาตามหาฝ่ายชายถึงที่บ้านในเมืองไทย ไม่ได้มาตามเรื่องชู้สาวแต่มาตามทวงหนี้ เนื่องจากฝ่ายชายติดหนี้เธออยู่ประมาณ 3-4 แสนบาท ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณเอไม่เคยระแคะระคายมาก่อน เพราะเธอไม่เคยเช็กโทรศัพท์หรือก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของเขาเลย

ส่วนความเคลื่อนไหวของน้องมินต์นั้น คุณเอเล่าว่าหลังจากที่น้องมินต์รับรู้ความจริงทั้งหมดและดูเหมือนจะเข้าใจในตอนแรก น้องมินต์ก็ได้บล็อกช่องทางการติดต่อของเธอไป แต่ล่าสุดน้องมินต์ได้ส่งข้อความกลับมาหาเธออีกครั้ง โดยเนื้อหาในข้อความระบุว่า “สวัสดีค่ะพี่ มันยังไม่ยอมเลิกยุ่งค่ะ แต่อยากส่งหลักฐานให้พี่เพิ่มเติม เผื่อเอาไปฟ้องค่ะ ที่เขาบอกเลิกยุ่ง เลิกกันแล้ว เพราะทางนี้ไม่เอาแล้วค่ะ มีดราฟท์ไว้อยู่ค่ะ อยากได้อะไรเพิ่มเติมแจ้งได้นะคะ ขอโทษด้วยนะคะเรื่องที่ผ่านมา แต่โดนล้างสมอง ตอแหลมามาก ตอนนี้เจอกับตัวแล้วค่ะ ได้สติเลยค่ะ” และทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ว่า “อย่าลืมแจ้นไปฟ้องต่อนะคะ” ซึ่งข้อความดังกล่าวทำให้เกิดการวิเคราะห์ว่า แม้น้องมินต์จะส่งข้อความมาแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงทั้งคู่ก็ยังคงคบหาและอยู่ด้วยกันตามปกติ ไม่ได้เลิกรากันตามที่กล่าวอ้าง

ในส่วนของความรับผิดชอบ คุณเอเปิดเผยว่าฝ่ายชายได้ยื่นข้อเสนอว่าจะยอมจ่ายค่าใช้จ่ายรายเดือนจำนวน 150,000 บาท (รวมค่าเช่าบ้านและค่าเลี้ยงดูแมว) ให้เหมือนเดิม แต่มีข้อแม้ว่าคุณเอต้องยอมหย่ากับเขาก่อน ซึ่งคุณเอปฏิเสธข้อเสนอนี้ทันที เพราะเธอไม่เชื่อใจเขาอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยหายตัวไป ไม่ติดต่อ และไม่ส่งเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เลยนานถึง 5-6 เดือน ทำให้เธอต้องแบกรับภาระหนี้สิน ขายของแบรนด์เนมและทรัพย์สินส่วนตัวเพื่อมาหมุนเงินจ่ายค่าเช่าบ้านและค่าเลี้ยงดูแมว จนแทบไม่เหลืออะไร ดังนั้นคำสัญญาปากเปล่าว่าจะกลับมาดูแลจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้เธอเชื่อถือได้อีก

ทนายบริวัฒน์ ทนายความของคุณเอ สรุปแนวทางการดำเนินคดีว่า ในเมื่อตกลงกันไม่ได้และฝ่ายชายไม่ปฏิบัติตามหน้าที่สามี จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องฝ่ายชายในเรื่องการหย่าและเรียกค่าเลี้ยงชีพ ส่วนทางด้านน้องมินต์ ทางทีมทนายก็ได้ดำเนินการฟ้องเรียกค่าทดแทนฐานเป็นชู้ เพราะถือว่าได้รับรู้ความจริงเรื่องทะเบียนสมรสแล้วแต่ยังคงสานสัมพันธ์ต่ออย่างเปิดเผย ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจและชีวิตครอบครัวของคุณเอโดยตรง

ทางด้าน ทนายพัฒน์ อนุสรณ์ ในฐานะทนายคนกลาง ได้กล่าวให้กำลังใจคุณเอ โดยระบุว่าเรื่องราวทำนองนี้มีเกิดขึ้นจำนวนมาก และขอบคุณที่คุณเอกล้าออกมาเรียกร้องความยุติธรรม พร้อมเตือนว่าหากฝ่ายชายไม่ยอมมาเคลียร์และตกลงกันไม่ได้ สุดท้ายเรื่องต้องไปถึงศาล ฝ่ายชายจะต้องโดนฟ้องร้องอย่างแน่นอน รวมถึงฝ่ายหญิงคนใหม่ก็จะโดนด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น จะเป็นสถานการณ์ที่เจ็บกันทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายชายที่มีหน้าที่การงานมั่นคง มีรายได้สูงถึงเดือนละ 5 แสนบาท หากมีคดีความฟ้องร้องเรื่องชู้สาวอาจส่งผลกระทบต่ออาชีพกัปตันจนถึงขั้นหมดอนาคตได้

คุณเอยืนยันว่าสิ่งที่ต้องการเป็นอันดับแรกคือขอให้ฝ่ายชายติดต่อกลับมาพูดคุยกันก่อน ไม่ได้ต้องการเรียกร้องเงินเป็นตัวตั้ง แต่ต้องการเคลียร์ปัญหาภาระที่มีร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องแมวที่เลี้ยงไว้เหมือนลูก ซึ่งเดิมทีมี 7 ตัว แต่ฝ่ายชายเอาไป 1 ตัว ชื่อ “เลดี้” ทำให้ตอนนี้เหลือแมวอยู่ที่เธอ 6 ตัว และมีตัวหนึ่งพิการด้วย ซึ่งตอนนี้เธอลำบากมากต้องอาศัยเพื่อนๆ ช่วยกันซื้ออาหารแมวมาให้ ส่วนชื่อแมวทั้งหมดฝ่ายชายเป็นคนตั้งเองเป็นชื่อฝรั่งทั้งหมด เช่น นาร่า, เพนนี, ซีน่า, สกาย, มู่หลาน สิ่งที่เธอต้องการคือการหันหน้ามาคุยกันให้ชัดเจน ดีกว่าการใช้วิธีบีบบังคับให้เซ็นใบหย่าโดยไม่พูดคุย ซึ่งสุดท้ายนี้ ทางรายการฝากทิ้งท้ายว่าอยากให้กลับมาเจรจากัน เพราะหากดันทุรังไปสู้กันในศาล จะเกิดความเสียหายกับทุกฝ่าย ทั้งตัวสามี ภรรยา และบุคคลที่สาม ซึ่งไม่คุ้มค่าเลยกับการเอาอนาคตและชื่อเสียงมาแลก

ขอบคุณรายการโหนกระแส