สำนักข่าวต่างประเทศรายงานกรณีเหลือเชื่อของผู้ป่วยสูงวัยชาวจีนซึ่งเคยกลืนไฟแช็กเข้าไปเมื่อ 30 ปีก่อน แล้วเพิ่งได้รับการผ่าตัดนำออกมา
รายงานข่าวระบุเพียงชื่อสกุลของผู้ป่วยรายนี้ว่า นายเติ้ง วัย 67 ปี มาจากเมืองเฉิงตู มณฑลเสฉวน ประเทศจีน เขาไปพบแพทย์หลังจากเริ่มมีอาการท้องอืดและปวดท้องเมื่อประมาณหนึ่งเดือนที่แล้ว
ในตอนแรก เติ้งคิดว่าอาการป่วยของเขาเป็นอาการของกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ แต่หลังจากกินยาและปรับเปลี่ยนเวลากินอาหาร อาการของเขาก็ไม่ได้ดีขึ้น แต่กลับแย่ลงจนถึงขั้นเอนตัวลงนอนราบไม่ได้เพราะความเจ็บปวด ทำให้เขาตัดสินใจไปโรงพยาบาล
หลังจากที่แพทย์ตรวจด้วยการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหารแบบฉุกเฉิน แพทย์ก็สังเกตเห็นวัตถุแปลกๆ รูปร่างเหมือนแท่งสี่เหลี่ยมสีดำ ผิวภายนอกถูกกัดกร่อนด้วยกรดในกระเพาะอาหารอย่างหนัก มันฝังอยู่ลึกในกระเพาะของผู้ป่วยรายนี้
อย่างไรก็ตาม แพทย์ไม่สามารถนำวัตถุแปลกปลอมนี้ออกมาจากท้องของคนไข้ได้ในทันที เนื่องจากพื้นผิวของวัตถุนั้นเรียบและลื่น จึงตัดสินใจเลื่อนกระบวรการนำวัตถุออกจากร่างกายผู้ป่วยออกไปก่อน เพื่อจะได้สืบหาที่มาและลักษณะที่แท้จริงของวัตถุดังกล่าว

เมื่อแพทย์ลองสอบถามผู้ป่วยว่า เขานึกออกไหมว่าวัตถุสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กในกระเพาะอาหารนั้นอาจจะเป็นอะไรได้บ้าง เติ้งก็นึกถึงเหตุการณ์ในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่เขาเคยกลืนไฟแช็กพลาสติกเข้าไปเพราะโดนเพื่อนท้าระหว่างดื่มเหล้าด้วยกันในคืนหนึ่ง
เติ้งไม่เคยบอกครอบครัวเรื่องนี้และคิดมาตลอดว่า ไฟแช็กอันนั้นคงหลุดออกจากร่างกายไปนานแล้ว เมื่อนึกย้อนกลับไป เขาจำได้ว่าเคยปวดท้องโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าอาการนั้นเกิดจากไฟแช็กที่กลืนเข้าไปเมื่อหลายสิบปีก่อน
หลังจากยืนยันได้ว่าวัตถุแปลกปลอมนั้นคือไฟแช็ก ทีมแพทย์จึงประเมินวิธีการนำออกที่ดีที่สุด โดยมองว่า การผ่าตัดอาจเป็นวิธีการที่รุนแรงเกินไป แต่การส่องกล้องแบบปกติก็มีโอกาสน้อยที่จะทำได้สำเร็จ เนื่องจากไฟแช็กมีพื้นผิวที่เรียบ
สุดท้าย ทีมแพทย์จึงเลือกใช้เทคนิคที่ใช้ถุงยางอนามัยห่อหุ้มวัตถุแปลกปลอมนั้นไว้ทั้งหมด แล้วค่อยๆ ดึงถุงห่อหุ้มออกมาทางปาก กระบวนการนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 20 นาที
เมื่อนำออกมาแล้วก็พบว่า ไฟแช็กเจ้ากรรมนี้มีความยาวประมาณ 7 เซนติเมตร และผิวภายนอกกลายเป็นสีดำเพราะโดนกัดกร่อนเพราะกรดในกระเพาะอาหาร พวกเขาอธิบายว่าตัวกรอบไฟแช็กทั่วไปทำจากพลาสติกโพลีโพรพีลีนหรือพลาสติก ABS ซึ่งมีคุณสมบัติทนกรดสูง จึงสามารถต้านทานการกัดกร่อนของกรดในกระเพาะอาหารได้เป็นเวลานาน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือความจริงที่ว่า ตัวไฟแช็กยังมีของเหลวไวไฟอยู่ข้างในและยัง “ใช้งานได้”
แพทย์ยอมรับว่า หากไฟแช็กโดนกัดกร่อนจนผุพังไปมากกว่านี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ของเหลวไวไฟจะรั่วไหลออกมา ซึ่งเมื่อของเหลวนี้ไปผสมกับกรดในกระเพาะอาหาร อาจทำให้เกิดกระเพาะทะลุหรืออาจเกิดการเผาไหม้จากในกระเพาะและเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
ที่มา : odditycentral.com, dailystar.co.uk
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



