สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. ว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย พบหารือกับนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของทำเนียบขาว และนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ที่ทำเนียบเครมลิน เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
หัวใจสำคัญของการเจรจาคือแนวทางสันติภาพของสหรัฐ ซึ่งรัฐบาลวอชิงตันยอมปรับแก้เนื้อหาบางส่วนจากทั้งหมด 28 ข้อ ตามการเรียกร้องของยูเครนและยุโรป ที่มองว่า ข้อเสนอเดิมนั้น “เข้าข้างรัสเซียมากเกินไป”
อย่างไรก็ตาม นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของทำเนียบเครมลิน กล่าวถึงการหารือระหว่างปูตินกับวิตคอฟฟ์และคุชเนอร์ ว่า “ยังไม่มีข้อประนีประนอม” เกี่ยวกับการหารือเรื่องดินแดนของยูเครนที่ตอนนี้รัสเซียยึดครองอยู่ แม้ “ข้อเสนอบางอย่างของสหรัฐสามารถนำมาหารือต่อยอดได้” แต่สิ่งที่มีการเสนอมานั้น “ยังไม่ลงตัวสำหรับรัสเซีย และต้องมีการเจรจาต่อไป” ทั้งนี้ทั้งนั้น อูชาคอฟยืนยันว่า การประชุมดังกล่าวที่ใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงนั้น “มีประโยชน์”
Vladimir Putin has begun a meeting with US negotiators who have arrived in Moscow: special presidential envoy Steve Witkoff and US President Donald Trump’s son-in-law Jared Kushner, a TASS correspondent reported:https://t.co/tS5FVj0AwY
— TASS (@tassagency_en) December 2, 2025
Video: Kremlin. ru pic.twitter.com/bkfnOc8B88
เพียงหนึ่งวันก่อนการหารือครั้งนี้เกิดขึ้น กองทัพรัสเซียประกาศการยึดเมืองโปครอฟสก์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองสำคัญที่อยู่ทางตะวันออกของยูเครน และเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ทางทหารที่สำคัญ รวมถึงเมืองวอฟชานสก์ ที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครนได้สำเร็จ
การที่ยูเครนเสียเมืองโปครอฟสก์ จะทำให้เส้นทางการส่งเสบียงของยูเครนในแนวรบอื่น ยากลำบากมากขึ้น และอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้รัสเซียรุกคืบไปทางเหนือและตะวันตกได้ไกลขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจทำให้ทหารของยูเครนซึ่งกำลังประจำการอยู่ที่เมืองใกล้เคียง เสี่ยงต่อการถูกโอบล้อมโดยกองทัพรัสเซีย
อีกด้านหนึ่ง การวิเคราะห์ข้อมูลของสถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (ไอเอสดับเบิลยู) ในสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า กองทัพรัสเซียสามารถรุกคืบดินแดนในยูเครน เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ได้มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567.
เครดิตภาพ : AFP



