จากกรณีที่พระเอกหนุ่มอารมณ์ดี “บอย-ปกรณ์ ฉัตรบริรักษ์” ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมสตอรี่ทวงเงินลูกหนี้ถึงสองครั้งติดกัน ด้วยถ้อยคำที่แสดงความอัดอั้นว่า “เจ้าหนี้ที่ feel like ลูกหนี้ว่ะ” จนกลายเป็นประเด็นที่คนในวงการให้ความสนใจอย่างมาก

ล่าสุด บอย ปกรณ์ ได้มาร่วมงาน “A NIGHT OF APPRECIATION GALA 2025” และได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุที่ต้องออกมาทวงหนี้ผ่านสื่อเป็นครั้งแรก พร้อมยอมรับว่าคดีนี้มีมูลค่าสูงและใช้ความอดทนมานานหลายเดือนแล้ว โดย บอย ได้เผยว่า
“คืออย่างนี้ตลอดในชีวิตผม ผมก็มีคนที่ติดเงินเราก็มีอยู่เรื่อย ๆ แต่ผมไม่เคยอยากที่จะออกมาพูดผ่านสื่อเลย ผมก็ไม่ได้เคยอยากทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ ทุกวันนี้ก็มีคนที่ติดเงินเราก็มีอยู่หลายเจ้า แต่ผมก็เลือกที่จะเงียบมาตลอด รู้สึกว่าไม่จำเป็นไม่อยากใช้วิธีออกมาทวงผ่านสื่อ เพราะว่าพอทวงผ่านสื่อเดี๋ยวคนก็จะตีความออกไปหลาย ๆ อย่าง แล้วก็ไม่รู้ว่าจะตีความกันยังไงบ้าง แต่ว่าในเคสนี้ผมรู้สึกว่ามันประกอบไปด้วยหลาย ๆ เหตุผล อย่างแรกเลยก็คือมันเป็นจำนวนเงินที่ค่อนข้างเยอะแล้วก็ผ่านกระบวนการการติดตามกันมานานแล้ว ก็มีการรับปากแล้วก็ผลัดแล้วก็ตามตัวยากแล้วก็ตามตัวได้ วนอยู่อย่างนี้มานานหลายเดือนแล้ว จนผมตามด้วยตัวเองไม่ได้ผล ก็เริ่มติดต่อทนาย ให้ทนายตามก็ยังไม่ประสบผลสำเร็จเลย รู้สึกว่าสุดท้ายผมอาจจะต้องพึ่งสื่อมั้ง ในการที่จะช่วยตามให้ทุกอย่างมันจบตามที่คุยกันไว้
แล้วคือมันเป็นเรื่องของการทำธุรกิจลงทุน ส่วนยอดเงินถ้าเอาจริง ๆ ก็คือยอดมันอยู่ที่ประมาณ 13-14 ล้านบาท ถามว่ามันเกิดจากอะไร คือพูดง่าย ๆ เลยก็คือการลงทุน เวลาเราลงทุนทำอะไร พอลงไปปุ๊บ พอจบงานมันก็จะมีการปันคืน เวลาปันคืนมันก็ต้องปันทุนกลับมาแล้วก็กำไรหรือขาดทุน จะกำไรขาดทุนก็เอามาหักกับเงินต้น ตรงที่ผมลงไป มันควรจะต้องกลับมาเมื่อ 6-7 เดือนที่แล้ว แล้วการลงทุนนี้เริ่มลงทุนตั้งแต่ในช่วง 2 ปีนี้

ล่าสุดที่ผมไปคุยกับเขา คือผมจะบอกอย่างนี้ ที่เขาตามตัวยากก็ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าตามตัวไม่ได้เลย สุดท้ายก็ติดต่อกันได้ แต่ว่ามันเหมือนพอรับปากว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ว่าจะชำระแบบนั้นแบบนี้ พอถึงเวลา พอถึงวัน สมมุติเช่น ผมบอกว่าวันนี้วันอังคาร เดี๋ยววันพรุ่งนี้ตอนเวลานี้พี่ช่วยส่งมาหาผมหน่อยว่าตกลงพี่จะชำระผมยังไงบ้าง โดยเงื่อนไขอย่างนี้นะ โอเคเขาทำมาให้ พอทำมาให้ปุ๊บมันก็ไม่ตรงที่คุยกัน มันก็เหมือนกับต้องเสียเวลาไปอีก นัดใหม่ คุยใหม่ มันเหมือนกับโดนผลัดไปเรื่อย ๆ
อย่างวันนั้นที่ลงทุนไปเขาบอกไว้ว่ามันมีความเสี่ยง คือการลงทุนเรื่องความเสี่ยง ขาดทุน กำไร ผมรู้อยู่แล้ว การลงทุนมันมีทั้งขาดทุนและกำไร แต่ตรงนี้มันไม่ใช่เรื่องขาดทุนกำไร มันเป็นเรื่องที่ว่าเงินที่ผมลงทุนไปแล้วผมต้องได้คืนมา แต่มันไม่ได้คืน ก็คือ ใช้คำว่าเงินต้นกับเงินปันผล พอเงินมันเยอะอย่างนี้มันถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาลเพื่อฟ้องร้องกันไหม อย่างที่ผมบอกผมทวงมาหลายเดือน คนเคยทำธุรกิจด้วยกัน ผมก็ไม่ใช่คนใจร้ายไส้ระกำอยู่แล้ว ความจริงถ้าเกิดมันเลยกำหนดปุ๊บ ผมสามารถใช้วิธีทางกฎหมายได้เลย
แต่ผมก็ปล่อยให้มันล่วงเลยมาด้วยการที่เขาบอกว่าเขาลำบากอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลยมาหลายเดือน จนผมรู้สึกว่าหลายเดือนแล้วก็ยังมีการผลัดผมไปเรื่อย ๆ ผมก็รู้สึกว่างั้นผมต้องเริ่มใช้วิธีทางทนายแล้ว อาจจะต้องเข้าทางกฎหมายที่เขาทำหนังสือตกลงกันอะไรก็ตาม แต่สุดท้ายแล้วอย่างที่เห็น พอใช้วิธีทางทนายแล้วก็ยังมีการผลัดไปเรื่อย ๆ อีก ผมก็เลยรู้สึกว่าผมคงต้องพึ่งสื่อแล้วมั้ง ในการต้องออกมาพูด เพราะว่าทุก ๆ อย่างผมว่าผมก็อะลุ้มอล่วย หยวน ๆ ให้เขา ช่วยเหลือเขาแต่ทุกอย่างมันมีขีดจำกัดของมัน
แล้วคือผมพูด 2 ครั้งใช่ไหม ก็คือผมโพสต์เมื่อวันศุกร์ตอนกลางคืน เพราะว่าความจริงแล้ววันศุกร์ผมมีนัดเพื่อเซ็นเอกสารกับเขา แต่เอาเป็นว่าไม่ได้เซ็นก็แล้วกัน วันศุกร์ผมก็เลยโพสต์ไปอย่างนั้นว่าผมไม่รู้ว่าจะทำยังไงแล้ว ตามตัวไม่ได้เลย เขาก็ไม่ได้รับสายผมตั้งแต่วันศุกร์ มาเสาร์อาทิตย์ผมก็ไม่อยากตาม ก็เห็นว่ามันเป็นวันหยุด เรารู้สึกว่าเป็นวันครอบครัวแล้วกัน ความจริงแล้วตามเงินมันไม่มีวันหยุด แต่ผมรู้สึกว่าเสาร์อาทิตย์ก็หยุดไป ผมไม่ตาม

พอมาเมื่อวานเขาก็ยังไม่โทรฯ มา ผมก็เลยโทรฯ ไปก็ตามตัวกันอยู่สักพักหนึ่ง ไม่ได้ตามได้ง่าย ๆ ทันที เมื่อวานก็ได้คุยกันจนก็เหมือนว่าจะโอเคแหละ แต่สุดท้ายที่ผมพิมพ์อีกทีเมื่อคืนเพราะว่าพอผมมีข้อตกลงเข้าไปในไลน์ เพื่อให้ต้องการเป็นหลักฐานว่าคุยกันแล้วนะ ว่าคุยกันแบบนี้ รบกวนช่วยรับทราบให้ผมหน่อย เขาก็ไม่รับทราบให้ ผมก็รอครึ่งชั่วโมง ผมก็พิมพ์ไปอีกครั้งหนึ่ง เขาก็ไม่ตอบ ก็เลยรู้สึกว่าถ้าตามในนี้ไม่ได้ก็ขอตามในสตอรี่แล้วกัน แล้วเขาขอผ่อนชำระแหละครับ ในระยะเวลาที่ก็นานพอสมควร ผมว่าผมก็ใจดีมาก
ถามว่านอกจากเรา มีคนอื่นที่โดนเหมือนเราไหม การลงทุนครั้งนี้ก็เป็นผมกับคุณหน่อง ธนา แต่ว่าคุณหน่องไม่ค่อยเสียหายอะไร เพราะว่าเงินลงทุนทั้งหมดเป็นเงินของผมเอง (ยิ้ม) คุณหน่องเวลาลงทุนอะไรพวกนี้ พอผมทำกับหน่องกำไรแบ่งคนละครึ่ง ถ้าขาดทุนก็ขาดทุนคนละครึ่ง แต่ผมเป็นคนออกเงิน พูดง่าย ๆ คือเป็นนายทุนให้ เพราะฉะนั้นแล้วก็คือถ้าเกิดไม่ได้เงินคืนคือผมโดนเอง แล้วเขาไม่ใช่ดารา ไม่ใช่นักแสดง แต่เขาก็ทำงานเกี่ยวกับวงการบันเทิง หมายถึงทำงานในส่วนของเบื้องหลัง
ส่วนจะมีการให้กฎหมายเข้ามาช่วยยังไง คือตอนนี้อย่างล่าสุดผมคุยกับเขาเมื่อคืนว่าสิ่งที่เขายื่นข้อเสนอมาว่าจะชำระอย่างนี้ ๆ ที่มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาเรื่อย ๆ ตลอดเวลา มันได้ข้อตกลง ไฟนอลแล้ว เมื่อคืนผมจะทำการนัดเจอเขาวันพฤหัสบดีนี้กับทนายเพื่อให้ทำหนังสือเซ็นว่าเขาจะยินยอมชำระอย่างนี้ ๆ จนถึงเมื่อไหร่ ผมก็หวังว่ามันจะไม่มีการผลัด หรือว่ามีอะไรมากกว่านี้แล้ว ถ้าเขาผิดคำพูดอีก ก็อย่างที่ผมบอกทุกอย่างผมอะลุ้มอล่วยให้เขา หยวน ๆ ให้เขา ขยายเวลาให้เขาอย่างนั้นอย่างนี้ ผมขยับให้เขามาเรื่อย ๆ แต่ผมว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างมันมีขีดจำกัด ถ้ามันถึงจุดหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าผมไม่สามารถที่จะขยับให้เขาได้แล้วก็คงต้องไปถึงกระบวนการทางกฎหมาย
ตัวผมก็ไม่รู้จะพูดยังไง ผมก็ไม่อยากจะมาอวยตัวเองว่าตัวเองใจดี แต่คือเราเป็นอย่างนี้มาตลอด เช่น พอมีคนที่เขาต้องจ่ายเงินเรา แต่เขาก็มาบอกเราว่าเขาไม่มีจริง ๆ แล้วเวลาติดต่อไปหมายถึงเคสอื่น ๆ ด้วยแล้วเขาก็ยังไม่ได้หายไปไหน เราก็เข้าใจเขาในประมาณหนึ่ง แต่เราก็อยากให้เขาเข้าใจเราประมาณหนึ่งเหมือนกัน อย่างเช่นเงินก้อนนี้ผมก็ทำธุรกิจ ไอ้เงินก้อนนี้ผมยังไม่ได้เงินวนกลับมาในช่วงระยะเวลาที่มันควรจะกลับมา ผมก็เสียหายกับธุรกิจอื่นไปแล้ว ผมก็ไม่ได้ว่าใจดีหรอก แต่อะไรที่พอจะยืดหยุ่นได้ อะไรพอจะช่วยได้ผมก็เต็มที่ แต่ว่าทุกอย่างมันมีขีดจำกัด

ก็หวังว่าจะได้เงินกลับมาคืน คือก็เอาความจริงก็ไม่อยากที่จะต้องไปถึงกระบวนการทางศาลด้วย แต่ถ้ามันจะไปจริง ๆ ก็คงต้องไป แล้วในตัวสัญญากำหนดใช้หนี้ผ่อนเรา อันนี้ผมขอเป็นดีเทลแล้วกัน แต่ว่าผมก็ค่อนข้างที่จะกล้าพูดว่าผมให้เวลาเขาในการผ่อนชำระเป็นระยะเวลาพอสมควร ถามว่าอันนี้เป็นครั้งแรกไหมที่ทำธุรกิจแล้วเจอก้อนใหญ่ขนาดนี้ ถ้าเกิดว่าเรื่องของการโดนก็น่าจะใหญ่สุด แต่ถามว่าที่ผ่านมามีคนที่ต้องเป็นหนี้เราในหลักล้านก็มี ตอนนี้ก็มี ซึ่งผมก็ไม่อยากพูดเพราะว่าเขาก็ยังสามารถทำให้ผมติดต่อได้ แล้วเขาก็ดูมีความพยายาม ซึ่งก็ทยอยมาทีละนิดทีละหน่อย แต่ผมก็ไม่อยากพูด อย่างที่ผมบอกถ้าไม่จำเป็นผมก็ไม่รู้จะพูดเรื่องพวกนี้ทำไม
ต่อจากนี้ไปถ้าจะต้องใช้เงินก้อนใหญ่อย่างนี้จะต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น แต่ความจริงแล้วผมเป็นคนย้ำคิดย้ำทำอยู่แล้ว ผมระมัดระวังอย่างมากเลย โดยเฉพาะเรื่องของการใช้เงิน ผมคิดถี่ถ้วนไตร่ตรองเป็นอย่างดี หาคอนเน็กชั่นว่าคนนี้ไว้ใจได้ไหม ผมเป็นคนที่ค่อนข้างแบบเกือบ ๆ จะเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ในเรื่องพวกนี้เหมือนกันนะ ต้องแบบระมัดระวังตัวมากที่สุด แล้วสำหรับเคส 13-14 ล้านบาท ผมก็มั่นใจว่าในตอนแรกมันไม่น่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ เพราะว่าเขาก็ดูมีความน่าเชื่อถือมาก แต่สุดท้ายมันก็เกิด ผมว่าอะไรมันก็เกิดขึ้นได้อะเนาะ เขาถึงบอกว่าทุกการลงทุนมันมีความเสี่ยง
ส่วนถ้าเขาไม่ใช้หรือว่าหนีจะบอกไหมว่าเขาคือใคร คือเรื่องเปิดเผยผมว่ามันก็เป็นเรื่องของทางกฎหมายด้วย อันนี้ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันได้มากน้อยแค่ไหน แต่ความจริงถ้าเกิดว่าผมพูดออกไปว่ามันเป็นธุรกิจอะไร ผมว่าคนก็คงจะต้องรู้แหละ แต่ทีนี้ผมก็บอกเขาไปว่าถ้าเซ็นข้อตกลงแล้วผมขอให้มันตรงตามเวลาแล้วก็ตรงตามข้อกำหนด เพราะว่าถ้าเกิดว่ามันมาถึงจุดที่ว่าถ้าคุณผิดชำระผมแม้แต่งวดเดียวผมก็ขออนุญาตส่งไปถึงตามกฎหมายถึงศาลเลย เพราะว่าผมยื่นคำขาดกับเขาไปหลายครั้งแล้ว แต่คำขาดของผมมันคงไม่ศักดิ์สิทธิ์มั้ง หรือเห็นว่าผมใจดีเขาก็เลยพยายามที่จะผลัดผมมาเรื่อย ๆ แต่อย่างที่บอกตอนนี้ผมว่ามันมาถึงจุดที่ผมจะต้องทำทุกอย่างให้มันเด็ดขาดจริง ๆ แล้ว”




