วิกฤติดังกล่าวใน 9 จังหวัดภาคใต้ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านบาท พร้อมทั้งทำลายชีวิตของประชาชนอีกจำนวนมากนั้น นอกจากจะบ่งชี้ถึงความผิดแปลกของภัยธรรมชาติที่รุนแรงกว่าในอดีต เนื่องจากปัญหาโลกร้อนส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก ซ้ำยังเกิดภาวะ “ฝนแช่” ในพื้นที่หาดใหญ่เพิ่มปริมาณน้ำฝนสูงมากในรอบ 25 ปี

ขณะที่ บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ไปจนถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บกพร่องและผิดพลาดในการประเมินสถานการณ์ การเตรียมการรับมือเผชิญเหตุภัยพิบัติ และขาดการวางแผนระยะยาว  ระบบการแจ้งเตือนภัยล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำให้ประชาชนในพื้นที่ต้องเผชิญชะตากรรม เพราะไม่ได้รับการแจ้งเตือนที่แม่นยำล่วงหน้า

ที่สำคัญยังสะท้อนภาพภัยพิบัติทางการบริหารที่เขย่าบัลลังก์ผู้นำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย หลายฝ่ายพร้อมใจกันให้คะแนนตัดเกรด ติด “F” ต่อการบริหารสถานการณ์ครั้งนี้ที่สุดย่ำแย่ แถมถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไร้วิสัยทัศน์และความใส่ใจจริงจังในการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ

ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนมากมายมหาศาล คำว่า “ขอโทษ, ขออภัย” จากคนในรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากปากของ “นายกฯอนุทิน” ไม่ได้ช่วยอะไร เป็นแค่วาทกรรมที่บางเบา ไม่สามารถบรรเทาความสูญเสียหรือความทุกข์ที่อยู่ในใจเป็นหมื่นล้านคำได้เลย

แถมตัว “อนุทิน” ยังถูกวิจารณ์ว่าการบริหารงานประเทศที่ผ่านมา มุ่งเป้าเรื่องการบริหารเชิงการเมืองมากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่เป็นไปเพื่อจัดวางขุมกำลังเอื้ออำนวยฝ่ายการเมืองในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง  

ตัวอย่างหนึ่งที่ถูกชี้เป้าจาก “นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ” อดีตรัฐมนตรี และอดีตสส.พัทลุงหลายสมัย ที่ระบุถึงการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จาก “โชตินรินทร์ เกิดสม” ให้เป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย แล้วโยก “รัฐศาสตร์ ชิดชู” จากผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มาทำหน้าที่ในสงขลานั้น ซึ่ง “โชตินรินทร์” เติบโตมาจากสายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  ถ้ายังอยู่ช่วงน้ำท่วมสงขลาครั้งล่าสุด ก็น่าจะแก้ปัญหาได้ดีกว่านี้

นอกจากนี้ ความผิดพลาดยังเกิดขึ้นกับระบบการให้ช่วยเหลือเยียวยาของภาครัฐ สร้างความโกลาหลและภาระแก่ผู้ประสบภัย เนื่องจาก ระเบียบที่ใช้มานานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กำหนดให้ประชาชนต้องยื่นสำเนาเอกสารสำคัญต่างๆ เพื่อขอรับการเยียวยาหลังประสบภัยพิบัติ อย่างเช่น บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเวลาเกิดภัยพิบัติ เอกสารพวกนี้ย่อมเสียหายสูญหายไปด้วย ขั้นตอนการเรียกขอเอกสารดังกล่าวยิ่งซ้ำเติมประชาชนที่เดือดร้อนต้องมายืนต่อแถวตากแดดตากฝนเพื่อยื่นเอกสารกระดาษ ย้อนแย้งกับนโยบายของรัฐบาลเรื่อง “รัฐบาลดิจิทัล”

อีกทั้งอาจถือเป็นอีกหนึ่งความผิดพลาด จากการที่ “นายกฯอนุทิน” ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเฉพาะในจ.สงขลา ทำให้เรื่องการช่วยเหลือผู้ประสบภัยตรงนี้ถูกใส่ใจ ถูกพูดถึงมาก และกรณีผู้เสียชีวิตในพื้นที่นี้ยังได้รับเงินเยียวยา รายละ 2 ล้านบาท ทั้งที่อีก 8 จังหวัดที่เหลือในภาคใต้ก็จมบาดาล ประชาชนได้รับความเสียหาย มีผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยเช่นกัน แต่กลับได้รับเงินเยียวยาตามเกณฑ์ปกติที่น้อยกว่ามาก  

จึงมีเสียงร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติ และเหตุใดราคาชีวิตของประชาชนผู้ประสบภัยจึงไม่เท่ากัน หรือเพราะสงขลาเป็นพื้นที่ฐานเสียงสำคัญทางการเมืองที่พรรคภูมิใจไทยและอีกหลายพรรคกำลังแย่งชิงกันใช่หรือไม่ หรือผู้มีอำนาจใจรัฐบาลกำลังเล่นเกมการเมืองบนความทุกข์ยากของประชาชน จึงเกิดการทุ่มงบประมาณ การระดมมาตรการพิเศษ และการเยียวยาแบบ 2 มาตรฐาน       

ประชาชนและประเทศชาติบอบช้ำมามากพอแล้ว ไม่ได้ต้องการคำว่า “ขอโทษ” แต่ต้องการผู้นำประเทศที่ทำงานเป็น หมดเวลาแล้วสำหรับความผิดพลาดซ้ำซากของรัฐบาล เพราะการสูญเสียในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เป็นตัวเลข แต่คือ “ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน” ที่ไม่สมควรถูกนำไปแลกกับเกมการเมือง.