จากเหตุการณ์น้ำท่วมหนักในภาคใต้ ต้องฟื้นฟูกันอีกยาว  ทำให้กลายมาเป็นตัวแปรที่ทำให้ “พรรคเพื่อไทย” ยังไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล แต่สถานการณ์การเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ อีกทั้งต้องรอดูว่าจะมีสัญญาณยื่นอภิปรายอีกครั้ง ภายหลังจากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระสองหรือไม่  ซึ่งรัฐบาลของ “นายกฯหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ก็ต้องพร้อมกับการต้องเลือกตั้งทุกเวลา โดยล่าสุดราชกิจจานุเบกษา ประกาศจำนวน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และเขตเลือกตั้งที่แต่ละจังหวัดพึงมี

สิ่งที่น่าสนใจคือ จากนี้“การปรับเขตใหม่โดยคำนวณจากจำนวนประชากรล่าสุด” จะทำให้จังหวัดไหนมี สส.เพิ่ม จังหวัดไหนมี สส.ลดลง ในส่วนของแต่ละพรรคการเมือง  ข้อมูลเบื้องต้น ณ ขณะนี้ พรรคประชาชน ( ปชน.) และพรรคกล้าธรรม  2 พรรคนี้ มีสาขาพรรคและตัวแทนพรรคเพียงพอจะทำไพรมารี่โหวตเลือกผู้สมัคร สส.ได้ทั่วประเทศ ส่วนพรรคการเมืองอื่นๆ ก็ต้องเร่งดำเนินการ หรือบางพรรคก็เว้นไว้ในจังหวัดที่เห็นว่า “ไม่คุ้มจะลงทุน”

“นายกฯหนู” มองว่าการที่ กกต.ปรับเขตเลือกตั้งว่า “เมื่อมีประกาศ พรรคการเมืองก็ต้องไปเตรียมเลือกตั้ง  ควรไปสร้างนโยบายที่โดนใจประชาชน ดีกว่ามานั่งคิดว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบใคร การแข่งขันเกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น ย้ำว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความเชื่อมั่น น่าเชื่อถือว่าถ้าเลือกเรา จะสามารถทำงานให้ประชาชนได้ เป็นที่น่าพอใจ  พรรคภูมิใจไทยต้องทำนโยบายที่คิดว่าดีที่สุด เสนอออกมา”

ก่อนหน้านี้ พรรคภูมิใจไทยก็ “เก็บแต้ม” เอาคะแนนไปกับการประกาศชื่อ 2 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี  คือ “รมต.เอก”เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง กับ“รมต.แต๋ม”ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ ซึ่งเรียกเสียงฮือฮา เนื่องจากไม่ใช่นักการเมือง คนหนึ่งมาจากสายราชการ อนาคตไกล อีกคนหนึ่งเป็นผู้บริหารเอกชนที่ได้รับการยอมรับ  แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จะเป็นตัวสร้างคะแนนให้พรรคได้อย่างมาก โดยเฉพาะคะแนน สส.บัญชีรายชื่อ

ถึงแม้จะยังไม่เปิดม่านเลือกตั้ง แต่ดูท่าทางกระแสการเมืองจะร้อนแรงขึ้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เนื่องจากยังไม่รู้ชัดว่าจะยุบสภาก่อน MOA คือวันที่ 31 ม.ค.69 หรือไม่ เพราะ“นายกฯหนู”ยังส่งสัญญาณบอกให้ผู้สื่อข่าว“เตรียมรัดเข็มขัดนิรภัย”  ที่ยิ่งใกล้เวลายิ่งเดือด ที่เห็นๆ ณ เวลานี้ อาทิ 1.การเลือกตั้งอาจเป็นตัวชี้ชะตาพรรคเพื่อไทยยังใหญ่ ได้ สส.เกิน 120 หรือไม่ เมื่อกล่องดวงใจของพรรค “อดีตนายกฯแม้ว”ทักษิณ ชินวัตร ไม่สามารถมานำทัพเลือกตั้งได้ หากยุบสภาและเลือกตั้งในช่วงไตรมาสแรกของปี 69

น่าสนใจว่า พรรคเพื่อไทยเลือกจะทิ้ง ยี่ห้อ “ชินวัตร” ในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะถึงหรือไม่  แต่เท่าที่ดูกระแสสังคมแล้ว คงตัดขาดกันไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา พรรคสร้างคะแนนนิยมในความเป็น “พรรคทักษิณ”มาโดยตลอด  ล่าสุดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา มีกระแสพูดถึง “ดร.เชน”รศ.ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ ลูกชายของ“เจ๊แดง”เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯแม้ว ออกมาอย่างน่าสนใจ เหมือนพรรคกำลังโยนหินถามทางว่าคนนี้เหมาะสมหรือไม่?

2.เป็นการเลือกตั้งที่พรรคประชาชน ( ปชน.) หมายมั่นปั้นมือว่า ครั้งนี้จะคว้าชัย จะปฏิรูปอะไรต่างๆ ตามที่เคยตั้งใจหาเสียงไว้ได้หรือไม่ และคนก็อยากเห็นฝีมือทำงาน  3.เป็นการเลือกตั้งที่ภาคใต้จะแข่งดุเดือดน่าสนใจ เนื่องจาก “เจ้าที่”เดิม พรรคประชาธิปัตย์ ได้“อดีตนายกฯมาร์ค”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมานำทัพ แข่งเดือดกับ “พรรคภูมิใจไทย” ที่ต้องการกวาด สส.ให้ถึง 30 คน จากทั้งหมด 59 เขต กล้าธรรม(กธ.) พลังประชารัฐ ( พปชร.)รวมไทยสร้างชาติ ( รทสช.) ก็หวังเจาะใต้

4. การพิสูจน์เรื่อง “บ้านใหญ่ยังมีอิทธิพลหรือไม่ ?” จากที่ “พรรคภูมิใจไทย” มีบ้านใหญ่ย้ายเข้าหลายครอบครัว ที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือ “บ้านใหญ่ศิลปอาชา”ซึ่งบ้านใหญ่จะช่วยให้ภูมิใจไทยได้ สส.เขตเพิ่ม คะแนนปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม หรือลงสนามแล้วสิ้นมนต์ขลังสู้หน้าใหม่ไม่ได้ ก็วัดกันในเลือกตั้งที่จะถึงนี้ 5. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม จะนำทัพเลือกตั้งเต็มตัว จากที่เคยอยู่ใต้ พปชร. ผู้กองจะฝ่าฟันให้ถึงเป้าหมายอย่างไร ในท่ามกลางกระแสโจมตีหลายเรื่อง

แค่ 5 ข้อก็ดูจะปลุกการเมืองร้อนไทยร้อนฉ่า และถ้านโยบาย “ประชานิยม”ออกมาเกทับกัน…คงยิ่งเดือดพล่าน??