ท่านทรงให้ความสำคัญกับความซื่อสัตย์สุจริต มีธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้นำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้นำระดับท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยช่วงหนึ่งของพระราชดำรัสมีว่า “…ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียว ก็ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็นไป แต่ถ้าไม่ทุจริต สุจริตและมีความตั้งใจมุ่งมั่น สร้างความเจริญก็ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ส่วนคนไหนที่มีอายุมากแล้ว ขอให้แข็งแรง ความสุจริตจะทำให้ประเทศไทยรอดพ้นอันตราย …….

ภายใน 10 ปี เมืองไทยน่าจะเจริญ ข้อสำคัญคือต้องหยุดทุจริตให้สำเร็จ และไม่ทุจริตเสียเอง”
ถ้าวันนั้น เมื่อ 22 ปีที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐบาล และเหล่าผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ฟังพระราชดำรัสของในหลวง ร.9 แล้วเข้าใจ จริงใจ ตั้งใจน้อมนำสิ่งที่พระองค์ท่านแนะนำมาสู่การปฏิบัติจริง วางรากฐานไว้สำหรับอนาคต วันนี้ประเทศไทยคงจะเจริญเทียบเท่ากับประเทศที่พัฒนาแล้ว และที่สำคัญหลายท่านคงไม่ต้องลำบาก ไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ

ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสังคมปัจจุบัน ขณะที่รอบตัวเราเป็นสีเทา และเข้มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเวลาที่พวกเราควรกลับมาทบทวนแนวทางที่ในหลวง ร.9 ได้พระราชทานไว้ ผ่านหลักฐานที่ถูกบันทึกไว้ในพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท และหลักการทรงงานของพระองค์
“ … ข้าพเจ้าขอฝากคติไว้เป็นเครื่องกำกับใจ มีคุณธรรมข้อหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งท่านต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอยู่เสมอคือ ความสัตย์สุจริต ประเทศบ้านเมืองจะวัฒนาถาวรอยู่ได้ ก็ย่อมอาศัยความสัตย์สุจริตเป็นพื้นฐาน ท่านทั้งหลายจะออกไปรับราชการก็ดี หรือประกอบกิจการงานส่วนตัวก็ดีขอให้มั่นอยู่ในธรรมทั้ง ๓ ประการ คือ สุจริตต่อบ้านเมือง สุจริตต่อประชาชนและสุจริตต่อหน้าที่ ท่านจึงจะเป็นผู้ที่ควรแก่การสรรเสริญของมวลชนทั่วไป …”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราช ทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 12 มิถุนายน 2497
“…ข้าพเจ้าใคร่ขอ ให้ท่านทั้งหลายจงมั่นอยู่ในความซื่อสัตย์สุจริต ถือเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เพราะคุณธรรมอันนี้เป็นมูลฐานอันสำคัญที่ยังเจริญ และความเป็นปึกแผ่นแก่สังคม เป็นบ่อเกิดแห่งความกลมเกลียว ความซื่อสัตย์ที่ว่านี้ หมายถึง ความสุจริตซื่อตรงต่อหน้าที่การงาน ต่อตนเอง และต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง มีเจตนาบริสุทธิ์ไม่เอารัดเอาเปรียบ สำหรับท่านที่ใช้วิชากฎหมายย่อมกินความถึงการรักษาความเป็นธรรม ไม่บิดเบือนความหมายของตัวบทกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตนเอง …”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 23 พฤษภาคม 2496
“…ในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์หรือหัวหน้างานในวันข้างหน้า จำเป็นต้องมีความสุจริตยุติธรรม ทำตัวให้เป็นตัวอย่าง และเป็นที่พึ่งของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ไม่ยอมพ่ายแพ้แก่ความโลภ ความลืมตัว ความริษยาแตกร้าวกัน
ต้องมุ่งมั่นให้ประโยชน์อันยั่งยืนไพศาลของส่วนรวมเป็นเป้าหมาย …”

พระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า วันที่ 25 ตุลาคม 2516
และจากหลักการทรงงาน 27 ข้อ ที่มูลนิธิชัยพัฒนาได้รวบรวมไว้ ข้อแรกก็คือ “ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน” มีพระราชดำรัส เรื่อง ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกันอย่างต่อเนื่องตลอดมา เพราะเห็นว่าหากคนไทยทุกคนได้ร่วมมือกันพัฒนาชาติด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกันแล้ว ประเทศไทยจะเจริญก้าวหน้าอย่างมาก ดังพระราชดำรัส ความตอนหนึ่งว่า “…คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มี วันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณเป็นประโยชน์แท้จริงสำเร็จ…”

พระบรมราโชวาทในพิธีพระราช ทานปริญญาบัตรแก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2522
เดือนธันวาคมเวียนมาอีกครั้ง พวกเราเหล่าพสกนิกรขอน้อมรำลึกถึงพระองค์ท่าน ด้วยการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ซื่อสัตย์สุจริต จะไม่นิ่งเฉยต่อการทุจริต และสังคมสีเทาทุกรูปแบบ ร่วมใจกันเอาจริงเรื่อง “ซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน”.