สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค. ว่าทำเนียบขาวเผยแพร่เอกสารด้านความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อขยายวิสัยทัศน์ “อเมริกาต้องมาก่อน” ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงและปรับเปลี่ยนทิศทางจากบรรทัดฐานเดิม จากที่เคยเรียกร้องมาตลอดให้มุ่งเน้นการให้ความสำคัญไปที่ทวีปเอเชีย แม้เอกสารจะยังคงระบุว่า จีนถือเป็นคู่แข่งสำคัญที่สุด


ขณะเดียวกัน แผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังได้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรในยุโรปอย่างรุนแรง และระบุว่าสหรัฐจะให้การสนับสนุนผู้ที่ต่อต้านค่านิยมที่นำโดยสหภาพยุโรป (อียู) รวมถึงประเด็นเรื่องการย้ายถิ่นฐาน


เนื้อหาในแผนยุทธศาสตร์ระบุด้วยว่า “สหรัฐปฏิเสธแนวคิดที่เลวร้ายของการครองอำนาจโลกเพื่อตัวเอง” อย่างไรก็ตาม สหรัฐจะป้องกันไม่ให้มหาอำนาจอื่นเข้ามาครอบงำเช่นกัน แต่เสริมว่า “เรื่องนี้ไม่ได้หมายความถึงการสูญเสียเลือดเนื้อและทรัพย์สิน เพื่อจำกัดอิทธิพลของมหาอำนาจและมหาอำนาจระดับกลางของโลกทั้งหมด”


นอกจากนี้ เนื้อหาในแผนยุทธศาสตร์เรียกร้องให้มีการ “ปรับปรุงการประจำการทางทหารของสหรัฐที่มีอยู่ทั่วโลก เพื่อรับมือกับภัยคุกคามเร่งด่วนในซีกโลกอเมริกา และถอยห่างจากสมรภูมิซึ่งระดับความสำคัญสัมพัทธ์ต่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกาลดลงในช่วงหลายทศวรรษ หรือหลายปีที่ผ่านมา”


แผนยุทธศาสตร์ในส่วนดังกล่าวระบุอย่างชัดเจนถึงการผลักดันการมีอำนาจของสหรัฐ ในภูมิภาคลาตินอเมริกา ซึ่งรัฐบาลทรัมป์ดำเนินการโจมตีเรือหลายสิบลำ “ซึ่งต้องสงสัยลำเลียงยาเสพติด” แต่หลายฝ่ายมองว่า เป็นความพยายามแทรกแซงเพื่อโค่นล้มอำนาจของผู้นำฝ่ายซ้ายในหลายประเทศแถบนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ผู้นำเวเนซุเอลา และความพยายามอย่างเปิดเผยของสหรัฐที่จะเข้าควบคุมทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในอเมริกาใต้ เช่น คลองปานามา


ทั้งนี้ แผนยุทธศาสตร์ฉบับใหม่เป็นการปรับปรุง “หลักการมอนโร” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายต่างประเทศเก่าแก่ของรัฐบาลวอชิงตัน ให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยภายใต้หลักการนี้ สหรัฐถือว่า ภูมิภาคลาตินอเมริกา “เป็นพื้นที่หวงห้าม” สำหรับมหาอำนาจคู่แข่ง ที่ตอนนั้นหมายถึงยุโรป.

เครดิตภาพ : AFP