ขณะนี้รัฐบาลถูกแรงโจมตีโหมกระหน่ำหลายเรื่อง เมื่อปรากฏภาพเก่าที่ “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ไปถ่ายรูปกับเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ ที่ว่าอยู่เบื้องหลังสแกมเมอร์ ฝ่ายค้านก็หยิบมาจี้ให้ตอบเรื่องความสัมพันธ์

พรรคเพื่อไทย ระบุว่าการปรับนายอนุทินออกจากกระทรวงมหาดไทย เป็นเพราะทํางานไม่มีประสิทธิภาพ ไม่เกี่ยวข้องกับการไม่ให้สัญชาติเบน สมิธ นายกฯ หนูพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ที่บอกว่าผมถูกปรับออกจากกระทรวงมหาดไทย เพราะว่าทํางานช้า ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะลืมอ่านโพลผลสำรวจไปในยุครัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นอกจากนายเศรษฐา และน.ส.แพทองธาร ผมเป็นเบอร์ 2 แต่พรรคเพื่อไทยเองยังไม่ได้เป็นเบอร์ 2 เลย และเบอร์ 2 ก็ทิ้งเบอร์ 3 ห่างด้วย เวลาพูดก็พูดไปเรื่อย เพราะเขาไม่รู้เรื่อง คิดอะไรไม่ออกก็โทษนู่นโทษนี่ไว้ก่อน”
ถ้าห่วยจริงๆ ไม่มีประสิทธิภาพ คนที่ขอให้ออกจากมหาดไทย จะให้คนห่วยๆ ไปดูกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวกับชีวิตประชาชน ไม่ยิ่งหนักกว่านี้หรือ (ในช่วงปรับ ครม. มีข่าวว่า นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกฯ ขณะนั้น ได้ไปเจรจาให้นายอนุทินไปเป็น รมว.สาธารณสุขแทน และคืนเก้าอี้มหาดไทยให้เพื่อไทย)
“ถ้าผมไม่ได้เรื่อง คนแต่งตั้งนี่แย่เลยนะ แสดงว่าไม่ได้ห่วยหรอก ซึ่งนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย และอีกคนไม่รู้ใคร ท่านก็บอกว่าทํางานได้ดี ทุกคนก็ชม แล้วก็มาบอกว่าผมทํางานช้า ซึ่งมันจับโกหกได้หลายอย่าง โพลก็บอกว่า ผมมาที่ 2 ซึ่งดีแล้ว โชคดีแล้วที่ผมไม่มาที่ 1” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า น.ส.แพทองธาร โพสต์แสดงความคิดเห็นหัวข้อข่าว นายอนุทิน ยอมรับว่ารู้จักกับเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ เขียนคำบรรยายเพียงแค่ว่า “เอ๊า” นายอนุทิน กล่าวว่า น.ส.แพทองธารรู้เรื่องดีหมด เพราะเวลาที่คุย มีตน น.ส.แพทองธาร และ นพ.พรหมินทร์ ทุกอย่างก็ผ่านไปหมดแล้ว คนที่ไม่รู้เรื่องแล้วมาพูด อย่าไปฟัง เพราะเข้ามาไม่ถึง
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนการโหวตวาระ 3 จะทําอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่สําคัญ ทุกพรรคก็มีดำริที่จะแก้ไข ก็ช่วยกันผลักดันไป ใช้เวลาอีกนิดเดียว พรรคภูมิใจไทยพร้อมเข้าสู่การเลือกตั้ง เดือน ม.ค. ยุบสภาแน่นอน ขั้นตอนการเตรียมผู้สมัครก็พร้อมหมดแล้ว ทุกพรรคที่เอาแต่สาดโคลนใส่กัน ควรจะไปเตรียมตัว สร้างนโยบาย เตรียมพร้อมกับการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเกิดขึ้นแน่นอน

“สส.โอปอ” อนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว สภายังสามารถเดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปได้ควบคู่กัน และรัฐบาลเสียงข้างน้อยชุดนี้ ยังมีพรรคฝ่ายค้ำที่ประกาศตน แสดงตัวอย่างชัดเจนตาม MOA อย่าใช้เป็นข้ออ้างยุบสภา
“เนื้อหาที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นอภิปรายนั้น นอกจากคดีสแกมเมอร์ ทุนเทา เขากระโดง ฮั้ว สว. ในช่วงเวลาเพียง 2 เดือน เกิดเหตุการณ์ที่สะเทือนศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก และเพียงพอที่จะตั้งคำถามต่อความสามารถและความโปร่งใสของรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นงบประมาณจัด Moto GP 4,000 ล้านบาท ข้อตกลง MOU แร่แรร์เอิร์ธระหว่าง สหรัฐ–ไทย ท่ามกลางศึกชิงทรัพยากรระดับมหาอำนาจ วิกฤติน้ำท่วมที่คนในรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยังยอมรับว่าเป็นบทพิสูจน์ความล้มเหลวของรัฐ ตลอดจนกรณีภาพถ่ายและภาพหลุดต่างๆ ที่สั่นคลอนความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาลอย่างรุนแรง”
กฎหมายอีกฉบับที่น่าสนใจ คือกฎหมายนิรโทษกรรมความผิดทางการเมือง ไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล สว. รองประธาน กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … วุฒิสภา กล่าวว่า ผลของกฎหมายคือ คดีการเมืองมีบางส่วนที่ยังหลบหนีคดีอยู่ ก็จะได้รับการนิรโทษกรรม บางคนคดีอยู่ในศาลแต่ยังไม่ได้ตัดสิน เช่น นายถาวร เสนเนียม อดีตแกนนำ กปปส. ที่คดีอยู่ระหว่างชั้นอุทธรณ์

ถ้าวุฒิสภาให้ความเห็นชอบตามสภาผู้แทนราษฎร ก็จะทำให้บุคคลที่เป็นจำเลยทั้งที่หลบหนีและอยู่ในกระบวนการชั้นศาล ได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมด ฉะนั้น กมธ.จึงต้องการรับฟังความคิดเห็นของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ถ้ายุบสภาภายในเดือน ธ.ค. วุฒิสภาพิจารณาไม่ทันแน่นอน แต่ถ้ายุบสภาตามกรอบ MOA ในวันที่ 31 ม.ค.69 เชื่อว่าวาระสองและวาระสามก็น่าจะผ่านไปได้
เมื่อถามว่า ถ้าร่าง พ.ร.บ.ประกาศใช้ บรรดาแกนนำสีเสื้อต่างๆ ที่ได้รับการนิรโทษกรรมจะสามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ที่จะถึงได้เลยหรือไม่ นายไชยยงค์ กล่าวว่า จะลงสมัคร สส.ได้ทันที เพราะถือว่าได้รับการนิรโทษกรรมแล้ว ความผิดไม่มี ขณะนี้ กมธ. แบ่งเป็น 2 ฝ่าย บางส่วนเห็นว่ากรณีคนที่เผาบ้านเผาเมือง คนทำผิด ม.112 ไม่ควรได้รับการนิรโทษกรรม โดยเฉพาะคนเผาบ้านเผาเมือง ที่บอกว่าให้เอาน้ำมันไปคนละขวด ผมรับผิดชอบเอง ถือว่าไม่ควรอยู่ในข่ายนิรโทษกรรม จึงเห็นว่ามีโอกาสสูงที่ กมธ.จะมีการปรับแก้ไขเนื้อหาในร่างกฎหมาย
อีกเรื่องหนึ่ง สำนักงาน ปปง. ได้ตรวจสอบ วิเคราะห์ และรวบรวมพยานหลักฐานของกลุ่มบุคคลผู้ร่วมกันจัดให้มีการเล่นการพนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พบเส้นทางการเงินของบุคคลที่มีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฟอกเงิน ที่อาจเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับ “สส.กฤต” ชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส. สงขลา พรรคกล้าธรรม ที่โดนอายัดทรัพย์ไปก่อนหน้านี้ เมื่อผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ตรวจสอบคำสั่งคณะกรรมการธุรกรรมที่ ย.286/2568 ลงวันที่ 11 พ.ย.68 พบข้อมูลการอายัดว่า บัญชีทรัพย์สินของนายชนนพัฒฐ์ และพวก ที่มีการอายัดไป มี 65 รายการ รวมราคาประเมินทั้งสิ้นประมาณ 158,288,317.80 บาท รายการทรัพย์สินมีชื่อนายชนนพัฒฐ์, นางพาชื่น (มารดาของนายชนนพัฒน์), นายชินกฤต (บิดาของนายชนนพัฒน์) และ น.ส.กฤตพร (ภรรยาของนายชนนพัฒน์) เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์/ผู้ครอบครอง

รายการทรัพย์สินมีอาทิ รถหรู Lamborghini Aventador ทะเบียนจังหวัดสงขลา จำนวน 1 คัน มีชื่อ นายชนนพัฒฐ์ เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์/ผู้ครอบครอง ราคาประเมิน ณ วันที่ 4 พ.ย.65 จำนวน 30 ล้านบาท เงินสดของนายชนนพัฒฐ์ จำนวน 2,100,000 บาท (ณ วันที่ 10 มี.ค. 65) เงินและหลักทรัพย์ในบริษัทมหาชน ที่มีชื่อนายชนนพัฒฐ์ในบัญชีหุ้น ในส่วนที่ดินหลายแปลงร่วม 40 รายการ ส่วนใหญ่มีชื่อนางพาชื่นเป็นผู้ครอบครอง ซึ่งผู้ถูกยึดและอายัดทรัพย์สินหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สิน หากประสงค์จะขอให้มีการเพิกถอนคำสั่ง ให้ยื่นคำขอเป็นหนังสือต่อเลขาธิการ ปปง.ภายใน 30 วันหลังคำสั่งอายัด
ทีมข่าวการเมือง



