จากกรณีมหากาพย์คดีฉ้อโกงของ “นานา ไรบีนา” ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 195 ล้านบาท ทำให้เพื่อนสนิทในวงการบันเทิงต่างต้องออกมาแสดงจุดยืนและให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น 

ล่าสุดในงานเปิดตลาด “AumAum” ครั้งที่ 4 นักแสดงและผู้จัดคนเก่ง “หนิง-ปณิตา พัฒนาหิรัญ” ที่แม้จะไม่ได้เป็นผู้เสียหายโดยตรง แต่ก็เป็นเพื่อนสนิทในกลุ่มเดียวกันกับ ฮาน่า ทัศนาวลัย และ นานา ไรบีนา และลูกๆ ก็ยังเป็นเพื่อนกันนั้น หนิง ปณิตา จึงได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ว่า

“จริงๆ ก็เป็นไปตามนั้นค่ะ แต่ว่ามันเป็นช่วงก่อนที่จะเป็นข่าว ก็ตกใจค่ะ ถ้าถามฝั่งหนิงไม่ได้รับรู้เรื่องพวกนี้ เราจะนัดเจอกันทุกวันเกิดของคนใดคนหนึ่ง เวลาเจอก็เจอรวมๆ กัน เฮฮากันกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ได้มานั่งคุยเจาะลึกเรื่องส่วนตัวของใคร คือถ้าจะปฏิเสธว่าไม่รู้เรื่องราวอะไรของเพื่อนเลย ก็มีรู้ แต่รู้ผิวๆ ไม่ได้รู้รายละเอียด”

“และเป็นคนที่ถ้าสมมุติเพื่อนมาเล่าหรือพูดอะไรให้ฟัง ถ้าเขาไม่ได้เล่ารายละเอียด หนิงก็จะไม่ได้ถามต่อ เพราะหนิงเชื่อว่าถ้าใครอยากจะเล่าเขาก็เล่าเอง แล้วยิ่งใช้คำว่า 2 ปีที่แล้ว มันเป็นช่วงที่หนิงก็หนักหน่วงกับชีวิตตัวเอง เอาตัวเองแทบจะไม่รอดเหมือนกัน ก็เลยไม่ได้ไปโฟกัสว่าเพื่อนจะมีเรื่องอะไรยังไง เพราะตัวเองก็หนักพอสมควรเหมือนกันค่ะ ถามว่าช็อกไหมตอนที่เห็นข่าว ก็คงเป็นอาการเหมือนเพื่อนๆ ทุกคนแหละค่ะ ได้คุยกับฮาน่าครั้งสุดท้ายก็วันที่อยู่บ้านหนิงค่ะ ซึ่งพอเป็นข่าวแล้ว ทุกอย่างก็รู้ที่สื่อลงเลยค่ะ เราก็นั่งดูตามทุกเพจที่ลง ก็รู้พร้อมๆ กันค่ะ”

“หนิงขออนุญาตว่า ถ้าเป็นเรื่องของคนอื่นๆ หนิงขอไม่พูดถึงดีกว่า ไม่ใช่ว่าหนิงจะปกป้องหรือไม่ปกป้องใคร หนิงเข้าใจ โดยเฉพาะผู้เสียหายเข้าใจมากๆ ว่ารู้สึกยังไง ก็ยอมรับว่ามีโอกาสได้ แต่มันเป็นเรื่องของเขาเอง และถ้าตัวผู้เสียหายเองไม่ได้สะดวกที่จะพูด มันก็ไม่ใช่เรื่องของหนิงค่ะ”

“แต่ถ้าในส่วนของหนิงเองถ้าจะเป็นห่วงในเรื่องอะไร เราก็แยกเป็นเรื่องๆ หนิงก็จะห่วงเรื่องหลานๆ มากกว่า เห็นกันมาตั้งแต่เด็กๆ เล่นกับลูกเรามาตั้งแต่เด็กๆ หนิงกังวลเรื่องของหลานมากกว่า ขอให้หนิงเป็นที่ปลอดภัยให้หลานแล้วกัน ในส่วนของเรื่องนานา เขาจะยังไงก็ต้องปล่อยให้มันเป็นเรื่องของนานาค่ะ แต่เขาก็ไม่เคยมายืมเงินหนิงนะ สำหรับตัวหนิงคงไม่ได้มีปัญหาอะไรแบบนั้นค่ะ”

“ภาพที่นานาโดนจับกุม มันก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้หรอก ปฏิเสธไม่ได้เลย คนรู้จักกันมาจะ 20 ปี ก็รู้สึกว่ามันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง แต่พอมาเห็นแบบนี้ เราก็พยายามกลับมามองในหลายๆ มุมว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไร ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ มันเป็นบทเรียนหนึ่งที่ทำให้เราดูชีวิตของคนอื่นแล้วเอาไว้เป็นบทเรียน สอนลูกสอนหลานว่าเราต้องใช้ชีวิตยังไงไม่ให้ชีวิตเกิดความผิดพลาด แต่ก็ขอให้เรื่องมันผ่านไปได้ด้วยดีทั้งตัวผู้เสียหายเอง ก็ขอให้มันมีทางออกที่ดีทั้งสองทางค่ะ”