เริ่มตั้งแต่ หมอดูออนไลน์ ร่างทรงทันสมัย คอนเทนต์พลังจักรวาล ไปจนถึงผู้นำความเชื่อเฉียบพลันที่เกิดขึ้นแทบรายวัน คำถามสำคัญจึงเกิด  นี่คือการ “ตื่นรู้” ทางจิตวิญญาณ หรือเป็น “สัญญาณ” เตือนว่าสังคมกำลังหาที่พึ่ง แทนการอยู่กับ “ความจริง” และเราควรเรียนรู้บทเรียนปีนี้อย่างไร ก่อนเดินเข้าสู่ปีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน…

“ทีมข่าวอาชญากรรม” ชวนเกาะกระแสผู้วิเศษตลอดปีที่ผ่านมา พร้อมคาดการณ์ปีต่อไป ผ่านมุมมอง ศ.ดร.อุทิส ศิริวรรณ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา ผู้ติดตามปรากฏการณ์ความเชื่อร่วมสมัยมายาวนาน

ความเชื่อเฟื่อง(ฟู) เพราะสังคมเปราะบาง

ศ.ดร.อุทิส สะท้อนกระแสผู้วิเศษเติบโตไม่ใช่เพราะคนไทยงมงายขึ้น แต่เพราะ “สังคมกำลังหาที่พึ่ง” ในวันที่ทุกอย่างสั่นไหวพร้อมกัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่คนส่วนใหญ่รายได้ลด รายจ่ายเพิ่ม แถมหนี้พุ่งจนไม่มีเงินออม ขณะที่รัฐเองก็รับมือปัญหาไม่ทัน จึงเกิดสภาพ “99% จนถ้วนหน้า” เปิดทางให้ความหวังแบบพึ่งพิง “ทางลัด” เติบโตอย่างผิดปกติ

เวลาเดียวกัน ระบบดูแลสุขภาพจิตเข้าถึงยาก ผู้คนจึงมุ่งไปพึ่ง ผู้วิเศษ หมอดู โหร คอนเทนต์ปลอบใจออนไลน์ มากกว่าพื้นที่เยียวยาแบบเป็นทางการ สื่อออนไลน์เองก็กลายเป็น “เครื่องผลิตผู้นำความเชื่อรุ่นใหม่” ที่โตได้ในไม่กี่วัน

“นักจิตวิทยาในรพ.รัฐเข้าถึงยาก คนจำนวนมากจึงเลือกไปหาหมอดู ร่างทรง หรือ ผู้วิเศษ ซึ่งกลายเป็นตัวแทนที่พึ่งทางใจแบบไม่เป็นทางการ บวกกับวัฒนธรรมไทยที่ผูกพันกับโหราจารย์  ปุโรหิต หมอดู มาตั้งแต่โบราณ จึงไม่แปลกที่ยุคนี้จะเกิด “ผู้วิเศษจริง” และ “ผู้วิเศษเทียม” ขึ้นพร้อมกัน เพราะสังคมกำลังเปราะบางทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงทางใจ”

เลขเด็ด ของขลัง ทำไมความหวัง “ทางลัด” จึงขายดี?

ศ.ดร.อุทิส อธิบายตรงไปตรงมาว่า “ความหวัง” เป็นสินค้า “คลาสสิก” ที่ขายดีมาเป็นพันปี ไม่มีวันล้นตลาด เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ตัดสินใจด้วย “ศรัทธา” มากกว่า “เหตุผล” ยิ่งสังคมบอบช้ำ กระแสเลขเด็ด วัตถุมงคล ปาฏิหาริย์ พลังจักรวาล ยิ่งร้อนแรง

ปีนี้คนแห่หาที่พึ่งแบบรวดเร็ว เพราะชีวิตจริงเดินช้าเกินไป ไม่ตอบสนองความอยากสำเร็จเร็ว ขณะที่กระแสออนไลน์หมุนความเชื่ออย่างต่อเนื่อง จนเกิด “ผู้นำความเชื่อเฉียบพลัน” ที่เชี่ยวชาญทั้งการตลาดและจิตวิทยา ทำให้ผู้คนเชื่อได้ง่ายกว่าเสียงเตือนของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ใหญ่ในบ้าน

พร้อมมองปีหน้ากระแสนี้ไม่หาย แต่จะ “เปลี่ยนรูปแบบ” เช่นที่เห็นจากวัฏจักรความเชื่อ จตุคาม หลวงปู่ศิลา  ท้าวเวสสุวรรณ พญานาค และอาจมีเทพ-สิ่งศักดิ์สิทธิ์รุ่นใหม่ ทยอยเกิดขึ้นอีกเป็นระลอก  สรุปคือปีหน้าโตต่อแน่นอน เพราะความหวังยังเป็นของขาดตลาดในสังคมที่อนาคตไม่ชัดเจน

โลกสุดล้ำ คนรุ่นใหม่กลับ(ยัง)ติดหล่ม

ศ.ดร.อุทิส  มองจุดเริ่มต้นสำคัญ คือ ความสิ้นหวังที่เกิดจากการเมืองและเศรษฐกิจ ถ้าการเมืองดีอนาคตก็ชัด เศรษฐกิจก็เดิน ถ้าการเมืองพัง ความหวังก็พัง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นกับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ควบคู่กับโลกออนไลน์ที่เต็มไปด้วยคอนเทนต์ปั่นความรู้สึก ไลฟ์โค้ช ผู้วิเศษ ยูทูบเบอร์ และสแกมเมอร์ ที่อ่าน “จุดอ่อน” ของวัยรุ่นออกหมด

คนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่ “ถ้าเชื่อแล้วจะเชื่อสุด” ทำให้ตกเป็นเหยื่อได้ง่ายกว่าที่คิด ผู้วิเศษเทียมจำนวนมากใช้เทคนิคการตลาด ความรู้จิตวิทยา สร้างอิทธิพลในโลกโซเชียล ขายวัตถุมงคล ขายคอร์สพลัง ขายความหวังสำเร็จง่าย ซึ่งเติบโตเร็วกว่าเสียงเตือนจากพ่อแม่ ครูบาอาจารย์

“การอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไม่ดูถูก ต้องบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้งมงาย แต่กำลังหาที่พึ่งใจในช่วงที่สถาบันหลักของรัฐและสังคมให้คำตอบได้น้อยลงทุกปี”

วิธีแก้ต้องเริ่มจากระบบวัฒนธรรม การศึกษา ผู้นำทางศาสนา ต้องช่วยกันปลูกฝังแนวคิด “พึ่งตนเองตามหลักพระพุทธเจ้า” แทนการรอปาฏิหาริย์ ซึ่งกำลังแพ้น้ำหนักของความหวังเร็วแบบสายมูในตอนนี้

ใครก็สร้างตัวตนผู้รู้-สายปลอบได้

เรื่องนี้มี “ช่องว่าง” คือ เทคโนโลยี เศรษฐกิจ ครอบครัว และการศึกษาอ่อนแรง เด็กรุ่นใหม่เชื่อเพื่อนมากกว่าผู้ใหญ่ จึงรับข้อมูลผ่านช่องทางโซเชียลมากกว่าครูหรือพ่อแม่ ทำให้การปลอมตัวเป็น “ผู้วิเศษ–กูรู–อาจารย์พลังจักรวาล” เติบโตฉับพลัน สแกมเมอร์ยุคนี้ใช้จิตวิทยาการตลาดเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การปลอมเป็นเพื่อน โทรหลอก ถอนเงิน ไปจนถึงการทำคอนเทนต์ปลอบใจแบบน่าเชื่อ ทุกอย่างถูกออกแบบเพื่อเจาะคนรุ่นใหม่ที่กำลังสิ้นหวังจากเศรษฐกิจและการเมือง

“สื่อออนไลน์จึงไม่ใช่แค่พื้นที่สื่อสาร  แต่เป็นเครื่องมือผลิตความเชื่อและผลิตผู้รู้กำมะลอได้ภายในเวลาไม่กี่วัน”

หนีความจริง หรือหาที่เยียวยา ?

ศ.ดร.อุทิส ชี้เมื่อผู้คนหลุดออกจากหลักธรรม ความโลภ โกรธ หลง ทำงานหนักขึ้น ความทุกข์จึงทับซ้อนทั้งเศรษฐกิจและจิตใจ วิกฤตินี้ทำให้ความเชื่อแปรผันได้สองทาง  เป็นพื้นที่หนีความจริง  หรือเป็นพื้นที่เยียวยา  แต่คำตอบคือ ต้องทำให้ความเชื่อกลับสู่ “พื้นที่แห่งเหตุผล” ผ่าน “กาลามสูตร” ตั้งคำถามก่อนเชื่อ ไม่ไหลตามกระแส และใช้สติเป็นเข็มทิศ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้นำความเชื่อปลอมใช้อารมณ์–การตลาด–การปลอบใจอย่างแนบเนียน

ทั้งนี้ แนะการตั้งหลักต้องเริ่มจาก “โยนิโสมนสิการ” คือ คิดเป็น ใช้วิจารณญาณ ตัดสินใจด้วยเหตุผล ไม่ทะเยอทะยานเกินพอดี ไม่อยากรวยเร็ว ไม่เร่งสำเร็จจนลืมศักยภาพตัวเอง เพราะเมื่อคนต้องการสิ่งเกินตัว ชีวิตจะเปราะบางพอให้สิ่งมอมเมาเข้ามาครอบงำ เช่น ความเชื่อที่พึ่งพาปาฏิหาริย์แทนความจริง

“ตนอยากให้มองแบบง่าย ๆ คือ กลับมาอยู่บนความพอดี รายได้ระดับไหน ใช้จ่ายระดับนั้น เลือกกินเลือกใช้ให้เหมาะสม ไม่ต้องหรูหรา เก็บเงินออมอย่างน้อย 10% และทำบุญ ทำทาน สวดมนต์ตามวิถีไทย–วิถีพุทธ

เช็ก “ซิกซ์เซนส์เชื่ออย่างไร ไม่โดนควบคุม

จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังพึ่งความเชื่อ หรือฝากชีวิตคนกับอื่น  เรื่องนี้ ศ.ดร.อุทิส ให้คำตอบว่า  มนุษย์ทุกคนมี “ซิกซ์เซนส์” สงสัยก่อนเชื่อ ซึ่งเป็นระบบเตือนภัยทางจิต ต้องใช้ให้เป็น ตรวจสอบประวัติคนที่อ้างตัวเป็นผู้วิเศษเหมือนสืบสวนสอบสวน  ไม่ปล่อยให้ใครกำหนดชีวิตแทน

สิ่งจำเป็นที่สุดคือ “สติ” ไม่ต้องเยอะ แต่ต้องไม่ประมาท ต้องตั้งคำถามเสมอว่า สิ่งที่เชื่อทำให้เราเข้มแข็งขึ้น หรือพึ่งพิงเขาจนสูญเสียการตัดสินใจของตนเอง

บทเรียนใหญ่ปีนี้ : เชื่อในกรรม ไม่ใช่รวยลัด

ศ.ดร.อุทิส ฝากสังคมหวนกลับไปยึดหลักพระพุทธเจ้าสอน เพราะเป็นระบบความเชื่อที่ทำให้สังคมเข้มแข็ง ไม่ใช่เปราะบาง ได้แก่ 1.เชื่อในกรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่ใช่เชื่อรวยลัด เพราะแม้แต่คนมีเงินระดับหมื่นล้านหรืออดีตรัฐมนตรี ยังติดคุกเพราะหลงเชื่ออำนาจผิด ๆ

2.เชื่อในผลของการกระทำ สิ่งที่หว่านคือสิ่งที่ได้ ไม่ใช่ฝากชีวิตไว้กับปาฏิหาริย์ 3.เชื่อว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย คนจำนวนมากพังเพราะคิดว่า “มีเส้น” สุดท้ายก็ติดคุก หนีหมายจับ หรือสูญเสียทุกอย่าง แม้จะทำผิดในที่ลับ 4.เชื่อคำสอน ไม่เบียดเบียน ไม่ทำให้ใครเจ็บ ตาย  เป็นศัตรู เมื่อไม่มีเจ้ากรรมนายเวร ชีวิตจะโล่ง โปร่ง และเดินหน้าอย่างราบรื่น นี่คือความเชื่อแบบพุทธที่ “ยกสังคม” ไม่ใช่ “ทำลายสังคม”

ปีหน้า ฟ้าใหม่ สังคมจะยืนขึ้นหรือจมดิ่ง

บทสรุปของ ศ.ดร.อุทิส คือ ปีหน้าควรเป็นปีที่คนไทยกลับมาหาที่พึ่งภายใน ผ่านสติ ความพอดี ความไม่ประมาท และการรู้เท่าทันคอนเทนต์ ผู้นำความเชื่อ เพื่อนรอบตัว โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่เสี่ยงเป็นเหยื่อมากที่สุด ทางรอดไม่ใช่การกวาดล้างผู้วิเศษ แต่คือการทำให้ผู้คน “มีรากของตัวเอง” มากพอ  จน “ไม่ต้องรอปาฏิหาริย์จากใคร”.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน