เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้ใช้เพจเฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ออกมาโพสต์เล่าเหตุการณ์สะเทือนใจ พร้อมระบุว่า อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคุณพ่อคุณแม่ทุกคน หลังลูกชายและหลานชายเธอถูกทำร้ายร่างกายโดยชายร่างใหญ่ภายในสปอร์ตคลับชื่อดังย่านสุขุมวิท เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ผู้โพสต์เล่าว่า วันนั้นควรเป็นเพียงวันที่ลูกไปซ้อมว่ายน้ำตามปกติ แต่กลับกลายเป็นวันที่ฝังใจเด็กไปตลอดชีวิต ขณะลูกชายและหลานชายเดินเล่นรอบสระก่อนเริ่มเรียน หลานชายได้เดินผ่านและ “สะกิด” ตีนกบสีดำสำหรับฟรีไดฟ์ที่วางอยู่ริมสระ ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายใดๆ

ทันใดนั้น ชายร่างใหญ่ซึ่งเป็นนักเพาะกาย และเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่โปรโมตตัวเองว่าเป็น “โค้ช” และ “ครู” ได้พุ่งเข้ามาต่อว่าเด็กด้วยถ้อยคำหยาบคาย ก่อนจะตบเข้าที่บ้องหูของลูกชายอย่างแรง และยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขายังตบขมับหลานชาย โดยที่เด็กทั้งสองไม่ทันตั้งตัว

เด็กตกใจกลัว รีบยกมือไหว้และขอโทษซ้ำๆ ทั้งที่ไม่รู้ว่าทำผิดอะไร แต่เหตุการณ์กลับบานปลาย เด็กทั้งสองที่เดินหลบออกไปด้วยความเจ็บ กลับถูกชายคนเดิมวิ่งตามออกไป ก่อนจะรวบข้อมือเด็กทั้งสองข้าง ลากกลับเข้าไปในล็อบบี้ พร้อมตะโกนถามเจ้าหน้าที่ว่า

“ผู้ปกครองไอ้เด็กพวกนี้อยู่ไหน? กูจะตบมันต่อหน้า ผปค.”

โค้ชว่ายน้ำที่เห็นเหตุการณ์รีบเข้ามาห้าม พร้อมบอกว่า “คุณทำเด็กแบบนี้ไม่ได้” แต่คู่กรณีตอบกลับอย่างไม่สำนึกว่า

“ผมไม่แคร์ว่าเป็นเด็ก ผู้ปกครองมันอยู่ไหน?”

หลังปล่อยตัว เด็กชายมีรอยช้ำบริเวณข้อมือ และยังคงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว

ต่อมาผู้ปกครองได้เข้ามาเจอเหตุการณ์ เด็กรีบวิ่งไปหาพร้อมเล่าเรื่องทั้งหมด เมื่อถามคู่กรณีว่าเหตุใดจึงทำร้ายเด็ก เขากลับตอบว่า

“ใช่ ผมตีเด็ก แล้วทำไม?”

“จะให้ผมขอโทษเหรอ?”

พร้อมระบุว่า

“แจ้งตำรวจก็เสียเวลาผมเปล่าๆ”

ผู้โพสต์ระบุว่า ชายคนดังกล่าวเป็นอินฟลูเอนเซอร์เพาะกายที่มีผู้ติดตามกว่า 400,000 คน สร้างภาพลักษณ์เป็นผู้สอนและให้แรงบันดาลใจ แต่กลับแสดงพฤติกรรมตรงข้ามอย่างสิ้นเชิง

เธอกล่าวว่า เด็กเพียงแค่เดินผ่านและ “สะกิดปลายตีนกบ” เท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เหตุผลใดๆ ที่ทำให้ต้องทำร้ายเด็ก โดยเฉพาะในสถานที่ที่ควรเป็น Safe Space สำหรับเด็ก

ผู้โพสต์เผยด้วยความเจ็บปวดว่า

“บาดแผลภายนอกอาจหายได้ แต่แผลในใจลูก แม่ไม่รู้ต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะเยียวยา”

คำถามที่ทำให้หัวใจเธอแทบสลาย คือประโยคจากลูกชายว่า

“ทำไมเขาต้องตีหนู?”

เธอระบุว่า ไม่มีเด็กคนไหนสมควรถูกทำร้าย ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด พร้อมเรียกร้องให้ผู้ก่อเหตุได้รับบทเรียนและรับผิดชอบอย่างถึงที่สุด

ท้ายโพสต์ เธอยืนยันว่าจะเป็นกระบอกเสียงแทนลูกและเด็กทุกคนที่อาจเคยถูกกระทำแต่ไม่มีโอกาสพูด พร้อมขอกำลังใจจากสังคมเพื่อให้เหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก

“จากหัวใจของแม่คนหนึ่ง ที่อยากปกป้องลูก และเด็กทุกคนในสังคมนี้”

อ่านฉบับเต็มที่นี่