ในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีเข้ามาขับเคลื่อนการบริโภค การผลิตเสื้อผ้าได้ก้าวเข้าสู่ยุค “อัลตร้าฟาสต์แฟชั่น (Ultra Fast Fashion)” ซึ่งหมายถึงรูปแบบธุรกิจที่สามารถออกแบบ ผลิต และวางจำหน่ายเสื้อผ้าได้ภายในรอบเวลาที่รวดเร็วอย่างยิ่งเพียง 1–2 สัปดาห์ โดยอาศัยเทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์ เช่น TikTok หรือ Instagram เพื่อให้การผลิตตอบโจทย์กระแสแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากแบรนด์ในประเทศจีน

รายงานการศึกษาของกรีนพีซ ประเทศไทย ภายใต้การตรวจสอบระดับโลก ได้ทำการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากแบรนด์ Ultra Fast Fashion จากแพลตฟอร์มแฟชั่นจากจีน ผ่านช่องทางอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยจำนวน 5 รายการ เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์สารเคมีอันตรายในห้องปฏิบัติการที่เยอรมนี โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์จากกฎหมายควบคุมสารเคมีของสหภาพยุโรป หรือ REACH Regulation ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล
ผลการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ทั้ง 5 รายการ พบว่าทุกชิ้นมีการตรวจพบสารเคมีอันตรายอย่างน้อยหนึ่งชนิด และบางรายการมีระดับสูงกว่าค่ามาตรฐานที่กำหนดตามกฎหมาย REACH อย่างมีนัยสำคัญ:

เสื้อแจ็คเก็ตกันน้ำ (ผู้หญิง): ตรวจพบสารกลุ่ม PFAS (Per- and Polyfluoroalkyl Substances) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “สารเคมีตลอดกาล” (Forever Chemicals) รวมกันในปริมาณที่สูงถึง 165.68 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม (mg/kg) ซึ่งสูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนดในกฎหมาย REACH ของสหภาพยุโรปถึง 519 เท่า ทั้งนี้สาร PFAS ถูกใช้ในสิ่งทอเพื่อให้ผ้ามีคุณสมบัติกันน้ำและกันคราบมัน
PFAS ที่ตรวจพบนี้คือ Fluorotelomer Alcohols (FTOHs) ซึ่งเป็นสารตั้งต้น (precursors) ของกรดเพอร์ฟลูออโรออคทาโนอิก (PFOA) โดย PFOA ถูกจัดโดย IARC (สำนักวิจัยมะเร็งโลก) ให้อยู่ใน กลุ่มที่ 1 – ก่อมะเร็งในมนุษย์แน่นอนการได้รับสาร PFAS ในระยะยาวอาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ ลดภาวะเจริญพันธุ์ เพิ่มความดันโลหิตในหญิงตั้งครรภ์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิด.

รองเท้าผู้หญิง ตรวจพบโลหะหนัก แคดเมียม (Cadmium: Cd) ในปริมาณ 120 mg/kg ซึ่งเกินค่ามาตรฐานตามกฎหมาย REACH (ไม่เกิน 100 mg/kg) ไปประมาณ 1.2 เท่า ทั้งนี้แคดเมียมจัดอยู่ใน กลุ่มที่ 1 – ก่อมะเร็งในมนุษย์แน่นอน และสามารถสะสมในร่างกายได้นานหลายปี โดยเฉพาะในไตและตับ.
นอกจากนี้ ยังพบ สารพทาเลต (Phthalates) โดยเฉพาะ Di(2-ethylhexyl) phthalate (DEHP) ที่เกินค่ามาตรฐานถึง 110 เท่า สารกลุ่มนี้จัดอยู่ในกลุ่มที่อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ (Group 2B) และส่งผลกระทบต่อต่อมไร้ท่อและระบบสืบพันธุ์.

ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก (ชุดนอนเด็กและเสื้อผ้าเด็ก) แม้จะยังไม่เกินมาตรฐานบังคับสากล แต่ก็ตรวจพบ แอนทิโมนี (Antimony) ซึ่งเป็นสารที่ใช้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาในการผลิตโพลีเอสเตอร์ สารแอนทิโมนีไตรออกไซด์ถูกจัดโดย IARC ให้อยู่ใน กลุ่ม 2A – น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ และสัมพันธ์กับโรคปอดอักเสบและการแท้งบุตร.

ความเสี่ยงจากสารเคมีในอัลตร้าฟาสต์แฟชั่นที่ทะลักเข้าสู่ตลาดไทยอย่างรวดเร็วนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก ช่องว่างเชิงนโยบายและการกำกับดูแล ดังนี้
1. ประเทศไทยยัง ไม่มีกฎหมายเฉพาะที่ควบคุมการใช้สารเคมีอันตรายในผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มโดยตรง กฎหมายที่มีอยู่เดิม เช่น พ.ร.บ. วัตถุอันตราย มุ่งเน้นการควบคุมในขั้นตอนการผลิตทางอุตสาหกรรม แต่ไม่ครอบคลุมถึงสารเคมีตกค้างในผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่วางขาย
2. ประเทศไทยยัง ไม่มีระบบ “การจดทะเบียน ประเมิน อนุญาต และจำกัดการใช้สารเคมี” ที่เทียบเท่ากับกฎหมาย REACH ของสหภาพยุโรป ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) การใช้สารเคมีตลอดห่วงโซ่อุปทานได้อย่างเป็นระบบ.
3.การนำเข้าที่หละหลวม แม้สินค้าที่นำเข้าบางประเภทต้องผ่านการตรวจสอบตามมาตรฐาน มอก. แต่เสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไปและสินค้าอีคอมเมิร์ซจากแบรนด์ Ultra Fast Fashion (เช่น SHEIN หรือ Temu) มัก ไม่อยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบดังกล่าว การขาดมาตรการนี้ทำให้ไทยกลายเป็น “ปลายทางของเสื้อผ้าราคาถูก คุณภาพต่ำ” ที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารเคมีในตลาด.

“ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัญหาสารเคมีในเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากการขาดมาตรฐานด้านสารเคมีในสิ่งทอ ระบบตรวจสอบสินค้านำเข้า และการขยายตัวของตลาดออนไลน์ที่ไม่มีกรอบกำกับดูแลเพียงพอ ช่องโหว่เหล่านี้ทำให้เสื้อผ้าที่มีความเสี่ยงสูงสามารถเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งไม่เพียงกระทบผู้บริโภคในวันนี้ แต่ยังสะสมเป็นปัญหาสุขภาพในระยะยาวต่อสังคมไทยโดยรวม”พิชามญชุ์ รักรอด หัวหน้าโครงการรณรงค์ยุติมลพิษพลาสติก กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า
ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าว่า “รายงานฉบับนี้ตอกย้ำว่าผู้บริโภคไทยยังขาดหลักประกันด้านความปลอดภัยจากสินค้าที่ซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่มีความเสี่ยงจากสารเคมีอันตราย ภาครัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกกฎหมายควบคุมสารเคมีในสิ่งทอ กำหนดมาตรฐานที่ชัดเจน และสร้างระบบเปิดเผยข้อมูลที่โปร่งใส เพราะการเปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นคือสิทธิของผู้บริโภค ผู้บริโภคต้องมีสิทธิที่จะรู้ว่าสินค้าที่ตนซื้อมีความปลอดภัยเพียงใด และต้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวัน



