นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 8 ธ.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอมาตรการการออมครั้งใหญ่ ซึ่งถือเป็นเสาหลักสุดท้ายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการ โดยสาระสำคัญของแพ็คเกจส่งเสริมการออม คือ การทำบัญชีการออมส่วนบุคคล TISA หรือ ทิสา ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างการออม และลดหย่อนภาษีครั้งใหญ่ให้กับคนไทย

“มาตรการนี้มุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการออมในระยะยาว และขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการเตรียมการเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและการออมให้กับประชาชนก่อนนำเสนอต่อ ครม.เศรษฐกิจ ในวันจันทร์นี้”

รายงานข่าวแจ้งว่า สาระสำคัญของบัญชีการออมส่วนบุคคล เป็นมาตรการที่ถูกผลักดันโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อส่งเสริมวินัยการออม โดยรวมผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่เกี่ยวกับการออมและการลงทุนระยะยาวไว้ในบัญชีเดียว โดยนักลงทุนสามารถออกแบบ และเลือกลงทุนได้เอง เข้าไปในบัญชีทิสา ซึ่งจะนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ทันที และเป็นรูปแบบที่ยืดหยุ่นกว่าวิธีการเดิม

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีข้อเสนอ การกำหนด เพดานค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดารวมทุกรายการ อาทิ บัญชีทิสา กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรืออาร์เอ็มเอฟ กองทุนรวมเพื่อการออม หรือเอสเอสเอฟ ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ดอกเบี้ยบ้าน ไว้ที่ไม่เกิน 800,000 บาท ต่อปี ซึ่งหมายความว่า แม้ ทิสาจะมีวงเงินของตัวเอง แต่เมื่อรวมกับค่าลดหย่อนประเภทอื่น ๆ จะต้องไม่เกิน 800,000 บาท ซึ่งจะเป็นการปรับโครงสร้างค่าลดหย่อนภาษีครั้งใหญ่

นอกจากนี้ บัญชีทิสา มีความแตกต่างจากผลิตภัณฑ์ลดหย่อนภาษีอื่น ๆ คือ มุ่งเน้นให้ผู้ลงทุนเลือกลงทุนหลักทรัพย์รายตัวได้และอาจพิจารณาแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ เช่น บัญชีออมทรัพย์ ที่มีความเสี่ยงต่ำ บัญชีเพื่อการเกษียณ เน้นการลงทุนระยะยาว และบัญชีสำหรับเยาวชน แต่จะมีเงื่อนไขเปิดได้เพียง 1 บัญชีต่อคน