หนึ่งในตัวการการเกิดฝุ่น PM 2.5 ที่ถูกพูดถึงบ่อย แม้เป็นต้นตอการของการเกิดฝุ่น PM 2.5 ที่น้อยกว่าภาคการขนส่งยานพาหนะ หรือภาคอุตสาหกรรมโรงงานก็ตาม แต่การเผาการเกษตร โดยเฉพาะ “การเผาอ้อย” เพื่อขายเข้าโรงงาน ก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ ยิ่งช่วงปลายปี เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวอ้อยเข้าหีบโรงงาน

เหตุใดแม้ชาวไร่อ้อยรู้จะเกิดPM 2.5 แต่ยังเผา?

จากโครงสร้างการผลิตที่ยังไม่เอื้อต่อการตัดอ้อยสดแรงงานตัดอ้อยขาดแคลน ต้นทุนรถตัดสูงเกินที่เกษตรกรรายย่อยจะลงทุนได้ อีกทั้งโรงงานน้ำตาลยังต้องการวัตถุดิบจำนวนมาก  เพราะไทยเป็นประเทศผู้ผลิต และผู้ส่งออกส่งออกน้ำตาลเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากบราซิล จนไม่สามารถปฏิเสธอ้อยไฟไหม้ได้ การปรับแรงจูงใจด้านราคา เช่น ค่าพรีเมียมอ้อยสด ยังไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับความรวดเร็วและต้นทุนต่ำของการเผา

การเผาอ้อยก่อนเข้าโรงงาน จึงเป็นวิธีที่ชาวไร่ใช้งานมานาน เพื่อลดต้นทุนแรงงานที่สูง และเร่งการเก็บเกี่ยว แต่กลายเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำให้คุณภาพอากาศเสื่อมลงในหลายจังหวัด ซึ่งประเทศไทยมีพื้นที่ไร่อ้อยมากกว่า 11 ล้านไร่ สูงกว่าในอดีตที่มีประมาณ 8 ล้านไร่ โดยพื้นที่ปลูกอ้อยขนาดใหญ่อยู่ในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในภาคอีสาน ประมาณเกือบ 50% ของพื้นที่ทั้งหมด เช่น เพชรบูรณ์ นครราชสีมา หนองบัวลำภู รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ เช่น เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร

สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ระบบการผลิตทั้งห่วงโซ่” ยังผลักให้ชาวไร่เลือกเผา แม้รู้ว่า ฝุ่นจากการเผา คือ ปัญหาสำคัญของประเทศ

เผาอ้อยทำไมเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด?

การเผาอ้อยปล่อยฝุ่น PM 2.5 และก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง เนื่องจากใบอ้อยที่แห้งและกระจายเต็มพื้นที่ทำให้ไฟลุกลามรวดเร็ว ควันขนาดเล็กลอยไกลหลายสิบกิโลเมตร ส่งผลกระทบถึงเมืองใหญ่ที่ห่างไกลพื้นที่ปลูก และจาก ฝุ่นไร่อ้อยยังสะสมซ้ำซ้อนกับ PM 2.5 จากแหล่งอื่น เช่น การคมนาคม ไฟป่า และโรงงาน ยิ่งทำให้สภาพอากาศโดยรวมเลวร้ายขึ้นอย่างฉับพลันในฤดูกาลหีบอ้อยของทุกปี

เปรียบเทียบสถิติ 10 ปีย้อนหลัง อ้อยเผา – อ้อยสดเข้าหีบโรงงาน  

ฤดูการผลิต ปี 59/60  อ้อยเผา 64.17% อ้อยสด 35.83%

ฤดูการผลิต ปี 60/61 อ้อยเผา 32.72% อ้อยสด 67.28%  

ฤดูการผลิต ปี 61/62 อ้อยเผา 61.11% อ้อยสด 38.89%  

ฤดูการผลิต ปี 62/63 อ้อยเผา 49.65% อ้อยสด 50.35%  

ฤดูการผลิต ปี 63/64 อ้อยเผา 26.42% อ้อยสด 73.58%   

ฤดูการผลิต ปี 64/65 อ้อยเผา 27.28% อ้อยสด  72.72%

ฤดูการผลิต ปี 65/66 อ้อยเผา 32.79% อ้อยสด 67.31%  

ฤดูการผลิต ปี 66/67 อ้อยเผา 29.64% อ้อยสด 70.36%  

ฤดูการผลิต ปี 67/68 อ้อยเผา 14.86% อ้อยสด 85.14%  

ฤดูการผลิต ปี 68/69 อ้อยเผา 10% อ้อยสด 90%  (เป้าหมาย)

ถือเป็นเรื่องดีที่ตัวเลขอ้อยไฟไหม้ถึงลบฮวบ จาก 64 % เหลือ 10% เท่านั้น และสอน.ยังตั้งเป้าฤดูการผลิตปี 70/71 อ้อยสดต้องเข้าหีบถึง 95% อ้อยไฟไหม้ต้องไม่เกิน 5% ส่วนที่ไม่ตั้งอ้อยไฟไหม้เหลือ 0% หรือที่ต้องรับอ้อยสุดเข้าระบบ 100% เพราะต้องเผื่อในกรณีเกิดอุบัติด้วย ไม่เช่นนั้นอ้อยของชาวไร่ จะไม่สามารถเข้าระบบได้

ใช้มาตรการใหม่จูงใจตัดอ้อยสด ‘เผาน้อย เปิดก่อน’   

ต้องยอมรับว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดย “ณัฐพล รังสิตพล” ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ให้ความสำคัญในเรื่องลดการเผาอ้อย  เพื่อลดฝุ่น PM 2.5 อย่างมาก ทั้งการใช้ทั้งไม้แข็ง ไม้อ่อน กับชาวไร่อ้อย และโรงงานน้ำตาล ล่าสุด “ใบน้อย สุวรรณชาตรี” เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ระบุว่า ที่ประชุมกนอ.ได้ออกมติครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเปิดหีบอ้อยของโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ 58 แห่ง สั่งให้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม ตามสัดส่วน “อ้อยเผา” ที่รับเข้าหีบในปีที่ผ่านมา เผาน้อยได้หีบอ้อยก่อน เผามากเข้าหีบช้าสุด เป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงระบบ ช่วยให้โรงงานและเกษตรกรเห็นผลตอบแทนจากการลดอ้อยไฟชัดเจนขึ้น

ขณะเดียวกันยังได้พัฒนาระบบสหกรณ์รถตัด การปลูกอ้อยตามความเหมาะสมของพื้นที่ และการส่งเสริมตลาดเศษชีวมวลเพื่อนำใบอ้อยไปใช้ผลิตพลังงาน สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อการบริหารจัดการแหล่งน้ำ และซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรในไร่อ้อยๆวงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ “ไม่เผา” เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้จริง

สรุป…ปัญหาวิกฤตฝุ่นจะไม่จบ หากการเผายังไม่จบการเผาอ้อยเป็นปัญหาที่ซับซ้อนเชิงเศรษฐกิจและสังคม แต่ก็เป็นจุดที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าทุกภาคช่วยกันแก้ปัญหาให้ยั่งยืน ในวันที่คนไทยเริ่มตระหนักว่า ปัญหาฝุ่นไม่ใช่เรื่อง “ธรรมชาติ” แต่เป็นผลจากการกระทำของมนุษย์ คำถามสำคัญ คือ เราจะปล่อยให้ควันจากอ้อยไม่กี่ชั่วโมง ทำร้ายสุขภาพคนไทยทั้งประเทศอีกต่อไปหรือไม่?