เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีต รมว.การต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีกัมพูชา เริ่มเปิดฉากปะทะฝ่ายไทยครั้งใหม่ ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งถอดบทเรียนแห่งความล้มเหลวจากการบริหารวิกฤติน้ำท่วมหาดใหญ่ นำมาปรับใช้กับการเตรียมความพร้อมพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดเดิม ซ้ำรอยอีกครั้ง เพราะการบริหารภายใต้ภาวะวิกฤติ ไม่ได้หมายถึงเพียงการใช้เครื่องมือด้านความมั่นคงเท่านั้น หากแต่คือการคุ้มครองชีวิต ทรัพย์สิน และความเชื่อมั่นของประชาชน ควบคู่กับการประสานงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐทุกระดับได้อย่างไร้รอยต่อ เพราะบทเรียนที่เจ็บปวดจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ คือ การขาดศูนย์บัญชาการกลาง และการทำงานที่ไม่สอดประสานอย่างบูรณาการกัน ระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับท้องถิ่น ซึ่งจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก
นายมาริษ กล่าวว่า โดยเฉพาะในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่รัฐบาลจำเป็นต้องวางยุทธศาสตร์ความร่วมมือ ทั้งภายในและระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางการทูตเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน นั่นคือการทำให้โลกล้อมกัมพูชาบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และความเป็นประเทศที่ยึดมั่นในกฎหมายระหว่างประเทศ เคารพในกฎบัตรสหประชาชาติ และบรรทัดฐานของประชาคมโลกของฝ่ายไทย
ส่วนมาตรการภายในประเทศนั้น รัฐบาลควรเตรียมแผนอพยพ ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างละเอียด และทันต่อเหตุการณ์ เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นเอกภาพ พร้อมยกระดับการเฝ้าระวังภัยต่อพลเรือนตลอด 24 ชั่วโมง และสื่อสารข้อมูลอย่างแม่นยำ รวดเร็ว และโปร่งใส ซึ่งบทเรียนสำคัญที่ต้องตระหนักคือ ที่ผ่านมากัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีโดยไม่เลือกเป้าหมาย และอาจใช้วิธีเดียวกันนี้อีกครั้ง หากเกิดการปะทะกันอีก รัฐบาลต้องประเมินว่าการอพยพประชาชนในพื้นที่มากกว่าโซนสีแดงหรือไม่ ควรจัดเตรียมหลุมหลบภัยให้เพียงพอ และพัฒนาศูนย์อพยพให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐานที่เหมาะสม รองรับความเป็นอยู่ของประชาชนได้อย่างสมบูรณ์
นายมาริษ กล่าวว่า เสนอให้รัฐบาลใช้ยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ ในการเดินเกมให้โลกล้อมกัมพูชา ที่รัฐบาลต้องเดินหน้าอย่างเป็นระบบ ในการควบคุมบทบาทประเทศที่สามให้สมดุล ต้องป้องกันไม่ให้ประเทศมหาอำนาจเข้ามาชี้นำการแก้ไขปัญหา ใช้กลไกทางการทูตทุกระดับทั้งทวิภาคีและพหุภาคีอย่างสมดุล เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงเชิงรุกต่อประชาคมโลก การประท้วงกัมพูชาในเวทีอนุสัญญาออตตาวาถือเป็นเรื่องที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ จำเป็นต้องขับเคลื่อนคู่ขนานกับการชี้ให้ประชาคมโลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นผู้ละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ผ่านคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องขององค์กรสหประชาชาติตามที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเคยวางรากฐานไว้
ส่วนการเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในสายตานานาชาตินั้น รัฐบาลควรเร่งดำเนินการ 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การมอบหมายกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงประชาคมโลกผ่านช่องทางทวิภาคีและพหุภาคีอย่างชัดเจน ว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และการพิจารณาใช้กล้องติดตัวทหารในพื้นที่ชายแดน เพื่อสร้างหลักฐานเชิงประจักษ์ที่กัมพูชาไม่อาจปฏิเสธได้ และสนับสนุนการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศในการนำเสนอข้อเท็จจริงต่อโลกอย่างรัดกุม และทันท่วงที
นายมาริษ กล่าวว่า ทิศทางการทูตที่แท้จริง คือ ต้องปิดเกมโดยไม่เสียเปรียบ หากรัฐบาลยังไม่มียุทธศาสตร์เชิงรุกที่เป็นระบบ ก็ยากทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้ ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำให้ได้ คือ 1) การเจรจากดดันกัมพูชาอย่างมีศักดิ์ศรีและมีน้ำหนัก ทั้งโดยการเจรจาทวิภาคี และการยืมมือมิตรประเทศ และมหาอำนาจช่วยกดดัน 2) การสื่อสารได้โดยตรงกับทุกประเทศ รวมถึงมหาอำนาจ โดยไม่พึ่งพาประเทศที่สาม และ 3) การไม่เปิดช่องให้กัมพูชายืมมือผู้อื่นโดยเฉพาะมหาอำนาจสร้างแรงกดดันย้อนกลับมายังไทย
ทั้งนี้ นายมาริษ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยไม่เคยพลาดพลั้ง ไม่เคยเสียเปรียบในเวทีโลก ไม่ยอมให้กัมพูชาพลิกเกมจนเกิดภาพ ‘โลกล้อมไทย’ เพราะเราเจรจาตรงได้กับมิตรประเทศทุกประเทศ รวมทั้งสหรัฐและจีนอย่างมีศักดิ์ศรี และอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นแนวทางที่ไทยต้องกลับมาฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน และต้องตระหนักว่า “เวทีพหุภาคีเพียงอย่างเดียว” ไม่อาจทดแทนพลังของ “การเจรจาทวิภาคีแบบตรงไปตรงมา” ซึ่งการละเลยประเด็นสำคัญจุดนี้ ได้เปิดโอกาสให้กัมพูชาเก็บแต้มทางการทูตจากสหรัฐไปแล้วเรียบร้อย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกได้ตระหนัก และยอมรับได้ว่าการปกป้องอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทยเป็นไปอย่างชอบธรรม “ต้องเด็ดขาด จริงจัง”



