เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน ว่า หลังจากก่อนหน้านี้ได้เตรียมรับสถานการณ์แบ่งพื้นที่ความเสี่ยงเป็น 3 โซนหลัก คือ สีแดง ระยะห่างจากเหตุปะทะ 20 กิโลเมตร สีชมพู ห่างออกมา 50 กิโลเมตร และ สีส้ม ห่างออกมา 100 กิโลเมตร โดยขณะนี้มีการอพยพผู้ป่วยใน รพ.พื้นที่สีแดงแล้วใน 4 จังหวัด ดังนี้ 1. จังหวัดอุบลราชธานี ปิดโรงพยาบาลน้ำยืน โรงพยาบาลน้ำขุ่น โรงพยาบาลนาจะหลวย 2.จังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ โรงพยาบาลกันทรลักษ์ โรงพยาบาลภูสิงห์ 3. จังหวัดสุรินทร์ ได้แก่ โรงพยาบาลพนมดงรัก โรงพยาบาลกาบเชิง 4. จังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ โรงพยาบาลละหานทราย โรงพยาบาลบ้านกรวด
ล่าสุดได้ขยายเพิ่มเป็น 7 จังหวัด มีสระแก้ว ตราด และจันทบุรีโดยมีการพิจารณาเตรียมแผนรับมือกรณีเหตุการณ์เลวร้ายที่สุด หากมีการใช้อาวุธยิงระยะไกล 100 กิโลเมตร ซึ่งคือโรงพยาบาลจังหวัดตามแนวชายแดนทั้งหมด ซึ่งเป็นระดับ 3 ครอบคลุมถึงพื้นที่สีส้ม 100 กิโลเมตร โดยรมว.สาธารณสุขให้เตรียมแผนการการจับคู่โรงพยาบาล ไปในที่ปลอดภัย มีผู้ป่วยหนักในพื้นที่จะต้องย้ายไปยังโรงพยาบาลที่มีความปลอดภัยราว 700 กว่าคนจากทั้งหมด 7 จังหวัดพื้นที่ติดชายแดน โดยจะย้ายไปยังพื้นที่ต่างๆ เช่น ไปที่ขอนแก่น นครราชสีมา ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ และอำนาจเจริญ ส่วนผู้อพยพไปยังศูนย์อพยพนั้นประมาณการเพิ่มเป็น 2 เท่า จากครั้งที่แล้ว
เมื่อถามว่า ตอนนี้กระทรวงสาธารณสุขใช้แผนปฏิบัติการระดับใด นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังอยู่ระดับ 1 เตรียมขยับไประดับ 2 ตามทหาร แต่ที่วางแผนในกระดาษตอนนี้คือระดับ 3 สำหรับสถานการณ์เลวร้ายสุด ซึ่งเตรียมพาหนะในการส่งต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น ร้อยเอ็ด ขอนแก่น นครราชสีมา ชัยภูมิ ยโสธร มุกดาหาร และอำนาจเจริญ เป็นต้น โดยในวันที่ 9 ธ.ค. จะมีการประชุมและประเมินอีกครั้งว่า การทำแมชชิ่งนี้ เมื่อต้องปฏิบัติจริงนั้นจะใช้เวลาเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ย้ำว่า นี่เป็นการเตรียมรับมือกับสถานการณ์ ยังไม่ได้ปฏิบัติจริง รอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขประเมินสถานการณ์และสั่งการให้ดำเนินการ
เมื่อถามถึงแผนการสำรองเลือด เนื่องจากปัจจุบัน มีโรงพยาบาลบางแห่ง มีการประกาศรับบริจาคด่วน นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลมีการรับบริจาคเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะมีการรักษา มีการผ่าตัดอยู่แล้ว การประกาศรับบริจาคของบางโรงพยาบาลเข้าใจว่า เป็นการเชิญชวนเพื่อเป็นการเตรียมการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้น.



