จากที่มีข่าวว่า “นายกฯ หนู” อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย คุยเรื่องยุบสภากับกลุ่ม 16 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แล้วนั้น นายกฯ หนูยืนยันยังไม่ได้พูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อเตรียมความพร้อมยุบสภา  แต่ยังยืนยันการยุบสภาเป็นอำนาจของนายกฯ ที่จะทูลเกล้าฯ ขึ้นไป เราก็ดูสถานการณ์ความเหมาะสม  เมื่อถามต่อว่าเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภา ไว้แล้วใช่หรือไม่ นายกฯ ไม่ตอบคำถามดังกล่าว เพียงแค่พยักหน้ายอมรับ

เมื่อถามถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การเปิดตัวผู้สมัคร สส. ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯ กล่าวว่า  เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. มีการประชุมพรรคภูมิใจไทย ที่ประชุมทุกวันอังคาร  ตนก็อยู่ที่พรรค อย่าไปจับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คนว่างงานก็ชอบพูดแบบนี้ การทำการเมืองแบบนี้มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าไม่สร้างสรรค์ แต่ละคนที่ออกมาพูดเหมือนทำใจไม่ได้ที่หลุดจากตำแหน่ง

เสียงวิจารณ์นายกฯ หนูมาจาก “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ภาพข่าวนายอนุทิน เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร 4  เขต เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.ที่พรรคภูมิใจไทย แล้วเขียนว่า  ขณะที่ประเทศไทย กำลังลุกเป็นไฟทุกทิศทาง ปัญหารอการแก้ไขอยู่ทุกที่ การสู้รบที่ชายแดน น้ำท่วม ทุนเทายึดประเทศ  นายกฯ ยังอุตส่าห์ใช้วันทำงานปกติ ใช้เวลาราชการด้วยหรือไม่  ? ใช้ทุกวินาทีที่มีค่า ไปเปิดตัวผู้สมัคร สส.สมุทรสาคร ใครทำอะไรก็ดูไว้

“หัวหน้าเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค ปชน. ให้สัมภาษณ์ว่า ตราบใดที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังเดินหน้าได้  จัดทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ แล้วการจะยุบสภาเร็วขึ้นกว่ากรอบเอ็มโอเอที่ตกลงกันไว้ก็ไม่ใช่สิ่งที่เสียหายอะไร   จะอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่  ขึ้นกับถ้ากระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องสะดุดลง ไม่เป็นไปตามเอ็มโอเอที่ตกลงกัน เราก็พร้อมที่จะยื่นอภิปรายลงมติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 

ผู้สื่อข่าวถามว่าจนถึงวันนี้มองว่า คิดถูกหรือไม่ที่มีการโหวตนายอนุทินเป็นนายกฯ หัวหน้าเท้ง กล่าวว่า “ตราบใดที่ยังเป็นไปตามกรอบ MOA เชื่อว่าสิ่งที่พวกเราได้ตัดสินใจก็เป็นการตัดสินใจบนฐานประโยชน์สูงสุดของประเทศ  ไม่ได้ดูที่คะแนนนิยมของพรรคเป็นตัวตั้ง เราเห็นว่า 2 ปีที่ผ่านมา เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีถึง 3 คน ตราบใดที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขกติกาสูงสุดของประเทศ ไม่ได้แก้ไขระบบการเมืองให้ดีขึ้น อนาคตจะเลือกตั้งอีกสักกี่ครั้ง เราก็ไม่สามารถผลักดันประเทศไทยที่ก้าวหน้าไปกว่านี้ได้  จึงเป็นที่มาของการตัดสินใจที่เดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พร้อมกับการเลือกตั้ง”

ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน.ในฐานะ กมธ. รายงานผลการพิจารณาว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่  ให้มี กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน รัฐสภาคัดเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือก ตามสูตร 20 หยิบ 1  จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จภายใน 360 วัน  และให้มี กมธ.รับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน รัฐสภาเลือกจากบัญชีรายชื่อของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือก  

หลังจากที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและ กมธ.รับฟังความคิดเห็นดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 360 วัน  ต้องส่งให้รัฐสภาดำเนินการ ในหลัก 2 ครั้ง  1 วาระ คือ ครั้งแรก คือให้รัฐสภาอภิปรายให้ความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่างๆ โดยไม่ลงมติ เพื่อให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และกมธ.รับฟังความเห็น รับกลับไปพิจารณาปรับแก้ไข และครั้งที่สอง ส่งเนื้อหากลับให้รัฐสภาลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่  รัฐธรรมนูญใหม่  อาจใช้เวลาเกือบ 2 ปีเศษ  

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณาร่างมาตรา 4 ว่าด้วยองค์กรจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (กมธ.ยกร่าง และ กมธ.รับฟังความเห็น)  สส., สว.หลายคน ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อไทยเสนอตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)  ที่มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดกลไกเชื่อมโยงกับประชาชน  เพื่อทำหน้าที่กำกับ และลงมติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ ดำเนินการ ไม่เอาสูตร 20 หยิบ 1

นพ.ชลน่าน  ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า กรณีที่ผู้สมัครต้องมีผู้สนับสนุน 100 คน บุคคลทั่วไปยากมากที่จะหาผู้สนับสนุนได้ครบ แต่หากเป็นกลุ่มหรือพรรคการเมืองทำได้ง่ายมาก  ข้อเสนอให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญมาจากสัดส่วนภูมิภาค 20 คน และมาจากผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ  15 คน  เพื่อป้องกันการผูกขาด ครอบงำของเสียงข้างมาก ผู้สมัครที่จะผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง และจำนวนนั้นต้องมี สว.เห็นชอบด้วย  ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 40 คน และได้เสียงฝ่ายค้านเห็นชอบ 20% เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ได้รับความเห็นชอบของทุกฝ่าย

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. อภิปรายว่า  กมธ.เสียงข้างน้อยพูดเสียงเดียวกันอยากให้ประชาชนมีส่วนร่วม  จึงขอยืนยันให้มีสภาที่ปรึกษาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง  เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทาง  ขณะที่นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย  อภิปรายว่า การใช้สูตร 20 หยิบ 1 มีปัญหาที่มองเห็นได้ว่า หากมีคนควบคุมได้ 18 กลุ่ม จาก 35 กลุ่ม ควบคุมรัฐธรรมนูญแบบเบ็ดเสร็จ ใช้เสียงเพียง 198 เสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก และต้องการให้มีกลไกทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชน  อภิปรายมาตรา 4 ร่วม  3 ชั่วโมง เมื่อลงมติ เสียงข้างมาก 328 เสียง เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย 266 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 21 เสียง เท่ากับสภาเห็นด้วยกับการเลือก กมธ.ทั้งสองชุด สูตร 20 หยิบ 1 จากนั้นได้เข้าสู่การพิจารณามาตราที่มาของ กมธ.ทั้งสองชุด

นายนิกร จำนง ผอ.พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 จากที่ตนดูมีปัญหาบ้างบางมาตรา โดยเฉพาะประเด็นที่ขัดแย้งกันกับวุฒิสภา  หากไปที่การพิจารณาวาระที่ 3 เสียง สว.จะต้องได้ 1 ใน 3 จึงล่อแหลมที่จะไม่ผ่าน  คิดว่าน่าจะได้คุยกันเพื่อทำความเข้าใจทั้งสองฝ่าย 

“ทีมข่าวการเมือง”