ขณะเดียวกันมหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมอย่าง “จีน” ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่รวดเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง โดยลงทุนอย่างหนักในเทคโนโลยี พลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว พร้อมประกาศเป้าหมายชัดเจนในการลดการปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี 2030 และก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060
การเคลื่อนตัวครั้งนี้ไม่เพียงเขย่าวงการพลังงาน แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ จะวัดกันที่ “ความสามารถในการใช้พลังงานสะอาด” อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนด้วยเช่นกัน โดยปัจจุบันจีนเป็นผู้นำโลกด้านกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนใหม่ มีสัดส่วนกว่า 40% ของกำลังการผลิตทั่วโลก และคาดว่า จะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ภายในปี 2030

กลยุทธ์ที่สำคัญของจีน เช่น การลงทุนมหาศาลในพลังงานลมและแสงอาทิตย์ การเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์พลังงานสะอาด และยานยนต์พลังงานใหม่รายใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) และเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ อีวี และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียวผ่านนโยบายและมาตรการทางการเงิน
ล่าสุด บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ เห็นถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน นำคณะสื่อมวลชนจากไทย เดินทางศึกษาดูงาน ณ เมืองกวางโจว และเมืองซัวเถา ประเทศจีน เพื่อเข้าถึงต้นน้ำทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานยุคใหม่ของจีน

ที่น่าสนใจ เช่น เยี่ยมชมบริษัท Baiyun Power Group บริษัทเอกชนชั้นนำของจีน โดนเด่นด้านอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า ที่สนับสนุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง-แรงดันสูงของจีนมานานกว่า 30 ปีเชี่ยวชาญการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า โดยนวัตกรรมที่สะดุดตาในทริปนี้ คือ V2G (Vehicle-to-Grid) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้รถไฟฟ้า (อีวี) สามารถ “ชาร์จเข้าแบตเตอรี่” ขณะเดียวกันสามารถส่งพลังงาน (ไฟฟ้า) จากแบตเตอรี่ของรถกลับไปที่โครงข่ายไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้ช่วยสร้างสมดุลพลังงานในระบบไฟฟ้า เช่น ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟสูงรถอีวี ที่จอดและชาร์จอยู่สามารถดึงพลังงานกลับไปช่วยกริดได้ แต่ปัจจุบัน V2G ยังมีข้อจำกัดเชิงเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐาน หลายด้าน เช่น ต้องเป็นรถที่ต้องรองรับมาตรฐาน Bidirectional Charging


อีกนวัตกรรม คือ Smart Energy Solutions แบบครบวงจร อย่างลูกแก้วฉนวนไฟฟ้ารุ่นใหม่ ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้ไม่นำไฟฟ้า ลดการสูญเสียพลังงานบนสายส่ง ลดโอกาสเกิดไฟฟ้าลัดวงจรบนเสาส่งไฟฟ้า อายุใช้งานยาวกว่ารุ่นเก่า ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย รวมทั้งวัสดุและกาวทนไฟมาตรฐานสูง โดยใช้ในหม้อแปลงและจุดเชื่อมต่อสายไฟ มีชั้นฉนวนกันความร้อนเฉพาะทาง ลดความเสี่ยงความร้อนสะสม
“ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร” รองประธานและเลขาธิการหอการค้าไทยในจีน ระบุถึงมิติด้านพลังงาน หัวใจหลักของจีน คือมุ่งสู่ “พลังงานสีเขียว” เพิ่มมากขึ้น มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และประธานาธิบดีจีน กำหนดตั้งเป้าหมายลดปล่อยคาร์บอนสูงสุดก่อนปี 2030 และปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ (ความเป็นกลางทางคาร์บอน) ภายในปี 2060 ซึ่งผู้นำจีนมีความมุ่งมั่นที่จะไปสู่เป้าหมายอย่างจริงจัง โดยในจีน หน่วยงานรัฐวิสาหกิจไม่ใช่ภาระของภาครัฐ แต่เป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี โดยการพัฒนาพลังงานสีเขียวในจีน ยังถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจีน ฉบับที่ 15 มีการปักหมุดหมายให้เดินอย่างละเอียดและชัดเจน จะเห็นว่าในเมืองกวางโจว ผู้คนเดินบนท้องถนน ไม่เห็นฝุ่น ควันต่าง ๆ เรียกว่า ไร้มลพิษทางอากาศ

“ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก หรือโออาร์ เล่าว่า โออาร์ มองอีวี ไม่ได้มาแทนธุรกิจน้ำมันแต่เป็นการต่อยอด เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกใช้พลังงานสะอาด และใช้เวลาภายในสถานีบริการเพิ่มมากขึ้น เราต้องหาจุดสมดุลที่สุดสำหรับรถอีวีในประเทศไทยในปัจจุบัน และตอบโจทย์ใน 5 ด้าน ดังนี้ 1.เพิ่มเวลาใช้บริการในสถานีบริการจาก 5 นาที เป็น 45 นาที ผ่านการพัฒนาพื้นที่ทั้งพีทีที สเตชั่น และโออาร์ สเปซ รวมถึงบริการเสริมต่าง ๆ ในสถานีบริการ 2. Energy Transition to EV Charging โดยใช้ EV Charging เป็นฟังก์ชันหลักในการดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการนานขึ้น และเชื่อมต่อสู่การขยาย Ecosystem ที่สมบูรณ์ภายในสถานี
3.ขยายแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ทั้งโออาร์ และพันธมิตร ครอบคลุมคาเฟ่ อเมซอน, เขียง, พาคามารา และแบรนด์ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า 4.เพิ่มบริการด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ เช่น คลินิกโอบอ้อม, ร้านฟาวด์ แอนด์ ฟาวด์ , อ๊อตเทริ รองรับการใช้บริการในชีวิตประจำวัน

5. Traffic Enhancement to OR Ecosystem โดยโออาร์ สเปซ ปรับโฉมอีโคซิสเต็ม ของโออาร์ แบบใหม่ในอนาคต เพื่อรองรับ Energy Transition เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่เชื่อมต่อกันภายในสถานี
“OR EV Ecosystem & Future Trend สะท้อนบทบาทของ OR ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศผ่านโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ครบวงจร และตอบสนองต่อนโยบายของประเทศไทย ที่มีเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยมีหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนคือกำหนดเป้าหมายให้ 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นรถไฟฟ้าภายในปี 2030 และสนับสนุนการพัฒนาโครงข่ายสถานีชาร์จให้เพียงพอกับปริมาณรถไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้น”.



