หลังจากที่ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญและ กมธ.รับฟังความคิดเห็น ดำเนินการแล้วเสร็จภายใน 360 วัน  จะต้องส่งให้รัฐสภาดำเนินการ ในหลัก 2 ครั้ง  1 วาระ คือ โดยครั้งแรก คือให้รัฐสภาอภิปรายให้ความเห็น หรือข้อเสนอแนะต่างๆ โดยไม่ลงมติ เพื่อให้ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญ และกมธ.รับฟังความเห็น รับกลับไปพิจารณาปรับแก้ไข และครั้งที่สอง ส่งเนื้อหากลับให้ “รัฐสภา” ลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ ส่วนกฎหมายลูก ให้เป็นวินิจฉัยของ กมธ. 

ซึ่งสิ่งที่โต้แย้งกันหนักมาก คือที่มาของ กมธ. สูตร 20 หยิบ 1  เพราะเปิดช่องให้ฮั้วเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้  ซึ่ง นพ.ชลน่าน  ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายค้านว่า การจับกลุ่มการเมืองทำได้ง่าย ต้องเพิ่มคุณสมบัติที่ กมธ.มาจากผู้เชี่ยวชาญ 15 คน สัดส่วนตามภูมิภาค 20 คน  ผู้ที่จะได้เป็น กมธ. ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ต้องมี สว.เห็นชอบด้วย  ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 หรือ 40 คน และได้เสียงฝ่ายค้านเห็นชอบ ร้อยละ 20 เพื่อให้เกิดการถ่วงดุล ได้รับความเห็นชอบของทุกฝ่าย  

เช่นเดียวกับ  น.ส.นันทนา นันทวโรภาส  สว. อภิปรายตอนหนึ่งว่า หากให้มีผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามที่กมธ.เสียงข้างมากเสนอ หรือ 20 หยิบ 1  จะมี สว.ที่ไม่ได้มาจากการประชาชน โดยเฉพาะ สว.เสียงข้างมาก สามารถหยิบผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ได้ 7- 8 คน ส่วนที่เหลือต้องไปเกาะกับพรรคการเมืองจะได้เป็น กมธ.เสียงข้างมาก ด้วยวิธีนี้จะไม่ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นของประชาชน  หากเป็นพวกที่เชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ อาจได้เห็น “รัฐธรรมนูญฉบับสีเทา” 

ส่วนที่สมาชิกรัฐสภาอภิปรายและหวังให้เกิดมาก คือการมีส่วนร่วมของประชาชน  นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.เห็นว่า ขอให้มีสภาที่ปรึกษาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง  เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตั้งแต่ต้นทาง  เรียกร้องเช่นเดียวกับ “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ผู้นำฝ่ายค้าน อภิปรายเรียกร้องให้สนับสนุน ข้อเสนอให้มีสภาที่ปรึกษาการร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อโหวต เสียงข้างมาก 328 เสียง เห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก ไม่เห็นด้วย 266 เสียง และมีผู้งดออกเสียง 21 เสียง เท่ากับสภาเห็นด้วยกับการเลือก กมธ.ทั้งสองชุด คือ สูตร 20 หยิบ 1 ยังไม่รู้ว่าจะมีข่าว“มีสัญญาณอะไรจากกลุ่มผู้มีอำนาจ”อีกหรือไม่ สถานการณ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญยังพลิกได้เสมอ ยกร่างกันไปแล้ว ถ้าไปลดบทบาท สว.ในการโหวตรับรองรัฐธรรมนูญ สว.คว่ำเอาในวาระสามก็ได้ เพราะจะต้องใช้เสียง สว.1 ใน 3

หรือหากผ่านร่างไปแล้ว ในการตั้ง กมธ.สูตร 20 หยิบ 1 กมธ.ดันออกมาในลักษณะไม่ถูกใจขั้วการเมืองขั้วไหน เขาก็รณรงค์ไปในทางคู่ขนาน ให้ตอนทำประชามติบัตรสองใบ โหวตเป็น “เห็นด้วยให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ” แต่“ไม่เห็นด้วยที่จะให้ใช้วิธีที่รัฐสภาเสนอ” ก็คือ กมธ.สองชุด ที่ผ่านสภา  ก็เป็นโมฆะหมด เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่  เลือกรูปแบบให้ตรงกับความต้องการของ “ผู้มีอำนาจในการกำหนดวิธีเลือกผู้ร่าง”

และถ้าตั้ง กมธ.ยกร่างฯ เขียนกฎหมายไปได้ ก็ยังต้องขึ้นกับสภาผู้แทนราษฎร ชุดหน้า จะตีตกก่อนไปทำประชาพิจารณ์หรือไม่ หรือมีใครไปรณรงค์ “ไม่รับ” ในชั้นประชามติ ครั้งที่ 3 ก็ได้ ถ้าเอาที่เรื่องเนื้อหา น่าจับตาประเด็นที่จะนำมาอ้างเพื่อใช้คว่ำรัฐธรรมนูญ คือ บทควบคุมทางจริยธรรมผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเข้มแข็งหรือไม่  มีเพิ่มบทเฉพาะกาลช่วยนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองหรือเปล่า  เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลโจมตีได้ง่ายที่สุด  เหมือนตอนปลุกม็อบ กปปส.หรือไม่?

อุปสรรคกว่าจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ยังมีอีกมาก ซึ่งก็ต้องรอดูกระแส และเหตุผลที่ใช้สกัดแต่ละครั้ง.