กรุงเทพมหานคร (กทม.) ตั้งเป้าเปิดห้องเรียนดิจิทัล(Digital Classroom) ให้ครบ 437 แห่งของโรงเรียนในสังกัด กทม. โรงเรียนนำร่องแห่งแรกเมื่อปี2565 คือโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ เขตบางเขน โดยมีการฝึกครูให้เป็นโค้ช เปลี่ยนการเรียนการสอนจากเดิมที่เน้นบรรยาย( Lecture-based ) เป็น Active Learning ผ่านอุปกรณ์โน้ตบุ๊กหรือแท็บเล็ต และให้เด็กนักเรียนร่วมทำกิจกรรมทุกขั้นตอน ผ่าน Google Workspace for Education ซึ่งเด็กนักเรียนจะสามารถตอบโต้กับครูผู้สอนได้ทันที รวมถึงการตอบคำถามในห้องเรียน และการส่งการบ้าน

ผ่านมา 3 ปี กทม. มองเห็นผลัพธ์ที่เกิดขึ้นในห้องทำการเรียนการสอนแบบ Digital Classroom โดยมีการประเมินผลเปรียบเทียบห้องเรียนดิจิตอลกับห้องเรียนปกติ พบว่า นักเรียนมีคะแนนดีขึ้น มีความกระตือรือร้น ใช้เทคโนโลยีได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงลดการใช้กระดาษ ได้มากทั้งครูและนักเรียน ซึ่งหลังจากเปิดตัวนำร่อง 1 แห่งแล้วต่อมาก็มีการขยายผลออกไปอีก 9 โรงเรียนในสังกัด และปัจจุบันขยายครบทุกโรงเรียนสังกัด โดยมีการส่งมอบ Chromebook จำนวน 43,700 เครื่อง ให้กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ,ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ในโรงเรียนสังกัดกทม. เพื่อไว้ใช้ในห้องเรียน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวว่า ตั้งแต่ที่เข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กทม.เรื่องการศึกษาเป็น หัวใจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นวิธีในการแก้ปัญหาของประเทศชาติ ทั้งนี้ เรื่องดิจิทัลเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียน เราไม่สามารถนำเด็กมาเป็นหนูทดลองได้ ดังนั้นกระบวนการการเปลี่ยนเป็นดิจิทัลจึงต้องทำอย่างเป็นระบบและตามหลักวิชาการ

“ในช่วงชีวิตเด็กในแต่ละเทอมไม่สามารถลองผิดลองถูกได้ จึงต้องทำด้วยความรอบคอบ หัวใจของดิจิทัลคือ อาจจะมีต้นแบบไม่กี่โรงเรียน แต่ต้องขยายผลไปยัง 437 โรงเรียนในสังกัดกทม.ได้ เชื่อว่าวันนี้เราเดินมาถูกทางแล้ว”
นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯกทม. กล่าวถึงผลการดำเนินงาน Digital Classroom ว่า มีเป้าหมายอยากทำให้เด็กเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนรู้เป็นของครู จึงต้องหาวิธีทำให้เด็กรู้สึกว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งที่ทำได้ด้วยตนเอง จึงได้มีการทดลองหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในห้องเรียน โดยผ่าน 5 องค์ประกอบ 1.พัฒนาครูให้ใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ 2.มีเครื่องมือคอมพิวเตอร์ 3.มีแนวทางการสอนและหลักสูตรที่นำเทคโนโลยีมาใช้ได้ 4.มีโครงสร้างพื้นฐาน 5.แพลตฟอร์ม

ในปี 2565 เริ่มนำร่องห้องเรียนดิจิทัล ที่โรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ โดยมีการเลือกมา 1 ห้องเรียน นักเรียน 29 คน อบรมคุณครู 7 สาขาวิชา ให้ใช้เทคโนโลยี ผลลัพธ์คือเด็กที่เรียนในห้องเรียนดิจิทัล มีคะแนนที่ดีขึ้นและสูงกว่าห้องเรียนปกติในทุกรายวิชา โดยตัวของนักเรียน สามารถใช้เทคโนโลยีได้คล่องแคล่ว กระตือรือร้นมากขึ้น และมีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น
จากนั้นจึงมีการขยายไปยัง 9 โรงเรียนนำร่อง แม้จะยังไม่มีงบประมาณ แต่กทม.ได้ขอบริจาคคอมพิวเตอร์ ซึ่งตั้งเป้าว่าหากเปลี่ยนไปใช้ห้องเรียนดิจิทัลใน 437 โรงเรียน จะต้องใช้คอมพิวเตอร์ 100,000 กว่าเครื่อง แต่ในช่วงปี 2566-2567 กทม.รับบริจาคมาได้แค่ 1,307 เครื่อง จึงนำร่องอบรมครู 620 คนใน 111 โรงเรียนไปก่อน และในปี 2568 นี้เป็นครั้งแรกที่มีการเช่าคอมพิวเตอร์ Chromebook สัญญา 3 ปี พร้อมตั้งเป้าว่าปีนี้จะพัฒนาครูได้ 1,400 คนใน 437 โรงเรียน และปี 2569 จะพัฒนาครูได้ 14,000 คนใน 437 โรงเรียน

ขณะที่คุณครูจันทรี แซมทอง ครูคณิตศาตร์ รร.ราชบพิธ สำนักงานเขตพระนคร เล่าถึงข้อดีในการเรียนการสอนห้องเรียน Digital Classroom ว่า Chromebook ทำให้ครูสามารถสร้างสื่อการเรียนการสอน วัดผลประเมินผลได้ และนักเรียนสามารถทบทวนความรู้ได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังสามารถลดการใช้กระดาษได้ 100% โดยเฉพาะเวลาครูจัดทำแผนการสอนตามรายวิชา ประจำเทอมการศึกษาเพื่อส่งให้ผู้อำนวยโรงเรียนนั้นก็ไม่จำเป็นต้องปริ้นท์ออกมาเป็น100 แผ่น แต่สามารถส่งเป็นไฟล์ให้ในไดรฟ์ส่งงานได้เลย รวมทั้งยังลดเวลาในการทำสื่อการสอนจากเดิมที่เคยใช้เวลา 1 ชั่วโมง ปัจจุบันสามารถทำได้เสร็จภายใน 10 นาที หรือแม้กระทั่งใบงาน แบบฝึกหัดต่างๆของเด็กนักเรียนนั้น ก็สามารถทำในไดร์ฟและอีเมล์ได้เลย
“วิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยาก นักเรียนไม่มีความสุขในการเรียน เมื่อมี Chromebook นักเรียนกระตือรือร้นและสนใจเรียนมากขึ้น กลับบ้านทบทวนความรู้เพื่อมาตอบคำถามให้ชั้นเรียน สิ่งที่เห็นชัดเจนคือผลการเรียนที่ดีขึ้น มีทักษะดิจิทัลสามารถสืบค้นข้อมูลได้ด้วยตนเอง นักเรียนบางคนไม่กล้าซักถามในห้องเรียน ก็ทักแชทข้อความมาถามครูเพิ่มเติมหลังจากเรียนจบ โดยรร.ราชบพิธเป็น 1 ในโรงเรียนนำร่อง โดยเริ่มที่ชั้น ป.4 ปัจจุบันเด็กที่เรียนในDigital Classroom ขึ้นป.6 ก็เห็นว่าผลดารเรียนดีขึ้น มีความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น กล้าแสดงออก ส่วนครูในตอนเริ่มต้นอาจจะยังเรียนรู้ได้ช้าแต่เมื่อใช้งานเป็นแล้วก็พบว่าช่วยให้การเตรียมการสอนและงานอื่นด้านการศึกษาทำได้ง่าย สะดวกขึ้น”

ทั้งนี้ ตามงานวิจัยของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผลงานวิจัยว่า โรงเรียนสังกัด กทม. จำนวน 111 แห่ง ได้มีการนำอุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ทำงานด้วยระบบ AI มาใช้ในชั้นเรียนสามารถช่วยปรับปรุงผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งช่วยครูประหยัดเวลาในการทำงานธุรการ ทำให้มีเวลาสอนนักเรียนได้อย่างเต็มที่มากขึ้น .

ทีมข่าวชุมชนเมืองรายงาน



