เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. นางมนพร เจริญศรี อดีต สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยในการลงพื้นที่ชูนโยบายเตรียมสู้ศึกเลือกตั้ง ว่า จากการเลือกตั้งที่ผ่านมาเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้เข้าไปทำงาน จัดตั้งรัฐบาล ประมาณ 2 ปี 3 เดือน เป็นผู้แทน 2 ปี แต่ได้มีโอกาสโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีถึง 5 คน ส่วนหนึ่งอยากให้พี่น้องประชาชนทบทวนว่า การเลือกตั้งไม่เป็นเอกฉันท์ ทำให้มีปัญหาในการจัดตั้งรัฐบาล จนเกิดการบิดเบี้ยวของการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ซ้ำร้ายยังได้เสียงจากพรรคที่ได้คะแนนอันดับหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน สู่ฝ่ายค้ำ มาสนับสนุนตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย

นางมนพร กล่าวว่า สิ่งที่ตามมาคือปัญหาต่อการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะตามกฎหมายจะต้องมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) มาจากการเลือกตั้งของประชาชน แต่รัฐบาลนายอนุทิน ไม่เห็นด้วย ทำให้พรรคเพื่อไทยแพ้การโหวตตั้ง ส.ส.ร.มาจากการเลือกของประชาชน แต่รัฐบาล นายกฯ อนุทิน จะให้มีการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากเสียง 1 ใน 3 ของสภาผู้แทน รวมถึงเสียง สว.ลงมติด้วย จึงไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เพราะการเสนอแก้รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ทำให้พรรคเพื่อไทย เตรียมเสนออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในประเด็นบกพร่องล้มเหลว ในการบริหารงานหลายด้าน
นางมนพร กล่าวอีกว่า แต่รัฐบาลนายอนุทิน ชิงยุบสภาหนีการอภิปราย หนีการตรวจสอบของพรรคฝ่ายค้าน ถือว่าไม่มีความสง่างามในการเป็นนายกฯ เพราะนักการเมืองจะต้องไม่หนีการตรวจสอบ สภาผู้แทนคือเงาสะท้อนของประชาชน การเลือกตั้งที่จะมาถึง ประชาชนต้องสร้างบทเรียนให้พรรคการเมืองที่ดูถูกเสียงประชาชน เลือกพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้งเดินหน้าประเทศไทย



