ผมเลยเปิดวงเสวนาสภากาแฟ ชวนเพื่อน ๆ มาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ข้อมูลที่ให้ไปก็มาจากบทความที่เขียนแนะนำไว้ใน Sustain Daily ตลอดทั้งปี สนใจเรื่องไหนไปหาอ่านรายละเอียดอ่านย้อนหลังได้

จากวงเสวนาระหว่างคนแก่รุ่น Baby Boomer กับนักวิจัย Gen Y พบว่า ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด ต้องการให้แก้ไขเร่งด่วน ถ้าทุ่มเทแก้ไขได้ จะเปลี่ยนประเทศไทยไปตลอดกาล มี 5 ข้อ ดังนี้

1.แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และปราบวงการธุรกิจสีเทา ความสามารถในการแข่งขันของชาติ ตกลงอย่างต่อเนื่อง เพราะสังคมเราเต็มไปด้วยธุรกิจสีเทา มีการทุจริต ประพฤติมิชอบตั้งแต่ระดับนโยบาย ระดับผู้บังคับใช้กฎหมาย และระบบยุติธรรม ลามไปถึงธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ ไม่เว้นวงการศาสนา ปีนี้เราถูกประเมินดัชนีการรับรู้ทุจริต CPI เพียง 34 คะแนน เป็นอันดับที่ 107 ของโลก ตกลงมาเรื่อย ๆ สวนทางกับคะแนน ITA ที่ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานราชการ ได้คะแนนใกล้ 100% เกือบทุกหน่วยงาน ถ้าเราเอาจริงเรื่องนี้จะมีนักลงทุนสนใจเมืองไทยมากขึ้น และเงินงบประมาณของชาติที่รั่วไหลไปใต้โต๊ะ จะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

2.ปฏิวัติระบบราชการ ตลอดทั้งปีประชาชนต่างวิจารณ์การทำงานของระบบราชการ ทั้งวิกฤติภัยพิบัติ วิกฤติสีเทาในวงการตำรวจและระบบยุติธรรม วิกฤติวงการสงฆ์ วิกฤติคุณภาพศึกษาของเด็กไทย และอื่น ๆ อีกมากมาย ได้พิสูจน์แล้วว่าระบบราชการไทยล้มเหลวขาดประสิทธิภาพ ทำงานซ้ำซ้อน และทำงานเป็นไซโลไม่บูรณาการกัน ยิ่งเจอวิกฤตินักการเมืองเปลี่ยนขั้วยิ่งเห็นชัดว่าระบบราชการไทยคืออุปสรรคของความเจริญก้าวหน้าของประเทศ ถึงเวลาที่จะต้องมีกระทรวง DOGE กระทรวงเพิ่มประสิทธิภาพหน่วยงานรัฐ แบบของประธานาธิบดีทรัมป์ ลดขนาด ยุบควบรวม ทดแทนด้วยเทคโนโลยี AI เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน หรือใช้วิธีลดขนาดหน่วยงานรัฐ เปลี่ยนเป็น outsource เป็นเอกชน หรือ SE แบบสมัย นายกโทนี่ แบลร์ ของอังกฤษ เราจะไม่เห็นเหล่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่เดินตามหลังนักการเมืองออกอีเวนต์ และไม่มีข้าราชการชั้นผู้น้อยเดินตามถือกระเป๋าคอยถ่ายรูปให้เจ้านาย ทุกคนจะได้มีเวลาทุ่มเททำงานบริการประชาชนอย่างจริงจังกันเสียที

3.รื้อระบบการศึกษา สร้างคนรุ่นใหม่ ให้เป็น Tech Nation คิดให้เป็น เน้นเทคโนโลยี ระบบการศึกษาไทยเคยก้าวหน้าที่สุดในอาเซียนเมื่อ 50 กว่าปีที่แล้ว แต่ก็ย่ำอยู่ที่เดิม จนประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าเราไปแล้ว เราน่าจะเปลี่ยนแปลงได้ไม่ยาก เพราะสภาการศึกษาได้รวบรวมงานวิจัยไว้หมดแล้ว แต่ไม่มีหน่วยงานใดในกระทรวงนำไปใช้ เรายังมีข้อได้เปรียบคือมีงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมหาศาล มากกว่าประเทศในกลุ่ม OECD ที่เจริญแล้วด้วยซ้ำ เพียงแต่เราบริหารจัดการไม่เป็น และขาดความกล้าหาญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

4.ผลักดัน S Curve ใหม่ด้วย Creative Economy เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม และก้าวล้ำด้านเทคโนโลยี เราตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ดีในภูมิรัฐศาสตร์ ได้เปรียบทางการค้าและโลจิสติกส์ และที่สำคัญมีงานวิจัยจากกระทรวง อว. มากมายที่อยู่บนหิ้ง สามารถปัดฝุ่นมาต่อยอดทำเป็นธุรกิจนวัตกรรม IDE ได้ไม่ยาก เราสามารถเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจอาหารและเกษตรมูลค่าสูง ธุรกิจสมุนไพรและการดูแลสุขภาพ ธุรกิจท่องเที่ยวยั่งยืน ธุรกิจบันเทิงและสันทนาการ ธุรกิจยานยนต์ EV และธุรกิจไฮเทค AI รวมทั้งสามารถพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับ Start Up ระดับโลกได้

5.ปรับโฉมเมือง ทำผังเมืองใหม่ให้เป็น Smart และ Sustainable City สะเทิ้นน้ำ สะเทิ้นบก รับมือวิกฤติภาวะโลกเดือด เมืองสำคัญของไทยหลายเมือง เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลก ติดอันดับหนึ่งในสิบเมืองที่ผู้คนทั่วโลกอยากมาเที่ยว มาอยู่อาศัย หลายเมืองได้รับการคัดเลือกจาก UNESCO ให้เป็น Creative City เราสามารถต่อยอดเมืองที่เป็นสุดยอดอยู่แล้ว ให้กลายเป็นสุดยอดและยั่งยืน เป็นเมืองที่น่าอยู่ เป็นเมืองคาร์บอนต่ำ เมืองฟองน้ำ สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก อยู่รอดในวิกฤติโลกเดือด ถ้าเราปรับปรุงผังเมืองวันนี้ จะลดความเสี่ยง และเพิ่มศักยภาพ เป็นเมืองที่ผู้คนปลอดภัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีความสุข ให้เร่งทำเมืองที่เปราะบางทันที

ที่จริงนอกจาก 5 เรื่องนี้แล้วยังมี Pain Point อื่น ๆ ผุดขึ้นมาในวงเสวนาอีกมาก แต่พวกเราเลือก 5 เรื่องใหญ่นี้ ถ้ารีบทำให้สำเร็จ จะเปลี่ยนประเทศไทยไปตลอดกาล พรรคใดสนใจสามารถนำไปต่อยอด พัฒนาเป็นนโยบายเลือกตั้งได้ทันที ช่วยกันผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงให้ตรงจุด นำ ประโยชน์สุข คืนกลับมาให้ปวงชนชาวไทย.