รู้หรือไม่? ทุกชั่วโมงที่เรากินข้าว เติมน้ำมัน หรือเปิดไฟ โลกกำลังจ่าย ‘ค่าเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม’ สูงราว 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยที่คนส่วนใหญ่แทบไม่รู้ตัว

The Guardian สหราชอาณาจักร เปิดเผยว่าตัวเลขดังกล่าวมาจากรายงานGlobal Environment Outlook (GEO) ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งชี้ตรงกันว่า กระบวนการผลิตอาหารและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในปัจจุบันกำลังสร้างบาดแผลให้โลกมากกว่าที่คิด และหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ประโยคที่ว่าโลกกำลังเดินเข้าใกล้ตอนอวสานอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ในรายงานระบุว่า วิกฤตโลกร้อน การทำลายธรรมชาติ และมลพิษ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่กำลังซึมลึกเข้ามาในชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ราคาสินค้าที่สูงขึ้น อาหารและน้ำที่ไม่มั่นคง สุขภาพที่แย่ลง ไปจนถึงความขัดแย้งในหลายประเทศ ‘ศาสตราจารย์โรเบิร์ต วัตสัน’ หนึ่งในนักวิจัยผู้จัดทำรายงานอธิบายว่า วิกฤตเหล่านี้กำลังบ่อนทำลายทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงของสังคม พร้อมๆ กับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้นและความต้องการอาหารกับพลังงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ต้นตอของปัญหาส่วนใหญ่อยู่ที่ระบบการผลิตของมนุษย์เอง โดยเฉพาะระบบอาหารแบบอุตสาหกรรม และการเผาไหม้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รายงานประเมินว่า กิจกรรมเหล่านี้สร้างความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมรวมกันสูงถึงราว 45 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ในจำนวนนี้ ระบบอาหารเป็นแหล่งต้นทุนแฝงที่สูงที่สุดถึง 20 ล้านล้านดอลลาร์ รองลงมาคือภาคคมนาคมและการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แม้ต้นทุนเหล่านี้จะไม่เคยสะท้อนอยู่ในราคาสินค้า แต่สุดท้ายก็ย้อนกลับมาหาเราทุกคน ผ่านค่าครองชีพที่สูงขึ้น สุขภาพที่แย่ลง และภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้น

วัตสันย้ำว่า โลกที่ยั่งยืนยังไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน และทางออกก็ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่า มนุษย์จำเป็นต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ปรับระบบอาหารให้กระทบธรรมชาติน้อยลง และทำให้ราคาอาหารกับพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพื่อช่วยให้ผู้คนตัดสินใจเลือกทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องมีมาตรการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อย เพื่อไม่ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับคนกลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคม

นอกจากนี้รายงานยังเสนอแนวคิดที่จับต้องได้ ตั้งแต่การปรับเงินอุดหนุนที่ปัจจุบันยังไหลไปสู่กิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อมมากถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี ไปจนถึงการสนับสนุนอาหารจากพืช การจัดเก็บภาษีเนื้อสัตว์ หรือแม้แต่รายได้พื้นฐานถ้วนหน้า เพื่อช่วยให้คนปรับตัวกับต้นทุนชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะเดียวกัน แม้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์จะมีต้นทุนถูกลงแล้วในหลายพื้นที่ ทว่าอัตราการใช้งานยังถูกถ่วงรั้งด้วยผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า อันที่จริงวิกฤตสภาพภูมิอากาศอาจรุนแรงกว่าที่โลกคาดการณ์ไว้ หากเรายังประเมินสถานการณ์ต่ำกว่าความเป็นจริงเช่นนี้ต่อไป สังเกตได้จากการที่นโยบายจำนวนมากยังคงไม่ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวอย่างเร่งด่วน หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ หลายประเทศยังคงให้เงินอุดหนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งในรายงานระบุว่า หากยกเลิกเงินอุดหนุนเหล่านี้เพียงอย่างเดียว ก็อาจช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึงหนึ่งในสาม เท่านี้ก็สะท้อนให้เห็นแล้วว่าการตัดสินใจเชิงนโยบายมีผลต่อทิศทางของโลกมากเพียงใด

ท้ายที่สุด รายงาน GEO ตั้งคำถามกลับมายังสังคมโลกว่า เราจะรอให้ต้นทุนที่ซ่อนอยู่ค่อยๆ กลายเป็นหนี้ก้อนโตที่ต้องจ่ายด้วยคุณภาพชีวิต สุขภาพ และอนาคตของลูกหลาน หรือจะเลือกเปลี่ยนทิศทางตั้งแต่วันนี้? หน้าต่างเวลาในการลงมือกำลังปิดลงอย่างรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อสังคมทั้งระบบกล้าตัดสินใจ ก่อนที่ความเสียหายจะย้อนกลับมาเกินกว่าจะรับมือไหว