เมื่อพูดถึงการออกแบบพื้นที่ทำงานยุคใหม่ ผู้รับออกแบบสำนักงาน จะให้ความสำคัญในด้านใดบ้าง บทความนี้มีข้อมูลดีๆ ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีไอเดียใหม่ๆ ในการนำไปสร้างสรรค์พื้นที่ทำงานที่ถูกใจพนักงานทุกคนกัน  


1. การจัดแสงสว่าง (Lighting): หัวใจของการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

ผู้รับออกแบบสำนักงาน มักเลือกการจัดแสงสว่างที่เหมาะสมกับการทำงาน เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพสายตา ประสิทธิภาพการทำงาน และอารมณ์ของพนักงาน

  • แสงธรรมชาติ (Natural Light): ควรออกแบบให้พื้นที่ทำงานหลักเข้าถึงแสงธรรมชาติให้มากที่สุด การได้สัมผัสแสงแดดอ่อนๆ ช่วยปรับวงจรชีวิต (Circadian Rhythm) และลดอาการอ่อนล้า (Eye Strain) ควรจัดวางโต๊ะทำงานขนานไปกับหน้าต่างเพื่อหลีกเลี่ยงแสงจ้าสะท้อนจอคอมพิวเตอร์
  • แสงไฟฟ้าที่ปรับได้ (Tunable Lighting): แสงไฟหลักควรเป็นแสงสีขาวนวล (Daylight หรือ Cool White) ที่มีความสว่างเพียงพอสำหรับการทำงาน อย่างไรก็ตาม ควรมีระบบไฟที่สามารถปรับความสว่าง (Dimmer) หรือแม้กระทั่งปรับโทนสี (Kelvin) ได้ เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมและช่วงเวลาของวัน เช่น แสงวอร์มไวท์ (Warm White) สำหรับพื้นที่ผ่อนคลาย


2. บรรยากาศและสภาพแวดล้อม (Atmosphere & Ambiance)

บรรยากาศโดยรวมของสำนักงานควรเป็นมิตรต่อความคิดสร้างสรรค์และไม่ก่อให้เกิดความเครียด นั่นทำให้ผู้รับออกแบบสำนักงานมักนำเสนอบรรยากาศที่อบอุ่น เพื่อให้มีสมาธิในการทำงาน 

  • การใช้ Biophilic Design: การนำองค์ประกอบของธรรมชาติเข้ามาสู่พื้นที่ทำงาน เช่น ต้นไม้จริง, ผนังไม้, หรือการใช้ภาพวิวทิวทัศน์ องค์ประกอบทางธรรมชาติช่วยลดความเครียด เพิ่มสมาธิ และทำให้พนักงานรู้สึกสดชื่น
  • การควบคุมเสียง (Acoustics): จัดการกับเสียงรบกวนภายนอกและเสียงพูดคุยภายใน การติดตั้งแผ่นซับเสียง (Acoustic Panels), พรม, และการใช้ผนังกั้นพื้นที่ที่มีคุณสมบัติดูดซับเสียง เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในพื้นที่แบบเปิด (Open-Plan)


3. การจัดพื้นที่ทำงานและฟังก์ชันเฉพาะทาง

สำนักงานยุคใหม่มักต้องการความยืดหยุ่นและการรองรับกิจกรรมที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่พื้นที่โต๊ะทำงานประจำเท่านั้น

  • โต๊ะทำงาน (Desk Areas): โต๊ะทำงานควรมีพื้นที่เพียงพอ มีการจัดการสายไฟที่ดี และอาจพิจารณาใช้ โต๊ะยืนนั่งได้ (Height-Adjustable Desks) เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีการเคลื่อนไหวตลอดวัน
  • ห้องประชุม (Meeting Rooms): นอกจากห้องประชุมทางการขนาดใหญ่แล้ว ควรมีห้องประชุมขนาดเล็ก ($2-4$ คน) ที่ติดตั้งอุปกรณ์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์คุณภาพสูงสำหรับยุค Hybrid Work รวมถึง “Focus Pods” หรือ “Phone Booths” สำหรับการโทรศัพท์ส่วนตัวหรือการทำงานที่ต้องการสมาธิสูงสุด
  • พื้นที่ทำงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Ideation Spaces): ผู้รับออกแบบสำนักงานยังจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ที่ช่วยส่งเสริมด้านความคิดสร้างสรรค์ โดยมีการจัดกระดานไวท์บอร์ดขนาดใหญ่ หรือผนังที่สามารถเขียนได้ ทั้งนี้ ควรเป็นพื้นที่ที่ไม่เป็นทางการและมีเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้าย จัดกลุ่มได้ง่าย เพื่อกระตุ้นการระดมสมองแบบอิสระ


4. สิ่งที่ผู้ออกแบบสำนักงานยุคใหม่ให้ความสำคัญ

ปัจจุบัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสำนักงาน (Workspace Designers) ยังมุ่งเน้นไปที่ 3 แนวคิดหลัก เพื่อให้พื้นที่ทำงานมีความยั่งยืนและตอบโจทย์พนักงานในระยะยาว 

  • การปรับตัวของพื้นที่ (Agile & Flexible Layouts)

สำนักงานต้องถูกออกแบบให้ปรับเปลี่ยนได้ง่าย (Modular Design) เพื่อรองรับจำนวนพนักงานที่เปลี่ยนไปตามวัน หรือรองรับโปรเจกต์พิเศษที่ต้องการการจัดวางที่นั่งที่แตกต่างกัน เช่น การใช้ฉากกั้นที่เคลื่อนย้ายได้ หรือเฟอร์นิเจอร์มีล้อ

  • ประสบการณ์ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี (Tech-Enabled Experience)

เน้นการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการออกแบบ เช่น การติดตั้งเซนเซอร์เพื่อวัดคุณภาพอากาศ (Air Quality), การใช้แอปพลิเคชันจองที่นั่งทำงาน (Hot-Desking) หรือห้องประชุม และการติดตั้งระบบภาพและเสียงที่ใช้งานง่าย เพื่อลดความยุ่งยากในการทำงานร่วมกันระหว่างผู้ที่อยู่สำนักงานและผู้ที่ทำงานทางไกล

  • การมุ่งเน้น Well-being และ Ergonomics

นี่คือปัจจัยที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสำคัญสูงสุด การออกแบบที่เน้นสวัสดิภาพประกอบด้วยการจัดให้มี พื้นที่พักผ่อน (Recharge Zones) เช่น ห้องงีบหลับ (Nap Pods), ห้องโยคะ หรือพื้นที่ครัวที่สวยงามและใช้งานสะดวก ซึ่งเป็นการลงทุนที่แสดงให้เห็นว่าองค์กรใส่ใจสุขภาพกายและสุขภาพจิตของพนักงาน