เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง(ขร.) เปิดเผยว่า ขณะนี้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟระหว่างเมือง ได้จัดทำเอกสารโครงข่ายราง หรือทางเฉพาะ (Network Statement) ประจำปี 2569 แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมาตรา 70 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ที่กำหนดให้ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำ และเปิดเผยเอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ เพื่อให้ผู้ซึ่งประสงค์จะประกอบกิจการเดินรถขนส่งทางรางสามารถเข้าถึงข้อมูลโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ ทั้งนี้ รฟท. ได้เผยแพร่เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ 2569 บนเว็บไซต์ www.railway.co.th ของ รฟท. เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569

นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า เอกสารโครงข่ายราง หรือทางเฉพาะ 2569 มีเนื้อหาประกอบด้วย นิยามศัพท์ รายละเอียดของโครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายรถไฟ เงื่อนไขในการเข้าใช้โครงข่าย การจัดสรรความจุตารางเวลาและเส้นทางเดินรถ รวมทั้งค่าใช้ประโยชน์จากราง ทรัพย์สินที่จำเป็น และค่าบริการอื่นๆ รวม 598 หน้า ซึ่งจะใช้เป็นคู่มือประกอบการดำเนินงานให้กับเอกชนที่สนใจเป็น “ผู้ร่วมใช้ราง” หรือเป็นผู้ที่เข้าทำสัญญาการเข้าใช้รางกับ รฟท. ในการดำเนินงานให้เป็นไปตามเอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ

รวมทั้งดำเนินการตามมาตรา 73 แห่ง พ.ร.บ.การขนส่งทางรางฯ ที่ระบุว่า กรณีที่ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางรางรายใด ซึ่งเป็นเอกชนประสงค์เข้าร่วมใช้ราง หรือทางเฉพาะที่เป็นของหน่วยงานของรัฐ ผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานของรางหรือทางเฉพาะ อาจยินยอมให้ผู้ประกอบกิจการขนส่งทางราง เข้าร่วมใช้ราง หรือทางเฉพาะนั้นได้ โดยให้ดำเนินการจัดทำสัญญาการใช้ราง หรือทางเฉพาะ เพื่อการขนส่งร่วมกันกับผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานของราง หรือทางเฉพาะนั้น การดำเนินการตามวรรคหนึ่ง มิให้ถือว่าเป็นการร่วมลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนต่อไป

นายพิเชฐ กล่าวต่อว่า สำหรับการคำนวณค่าใช้ประโยชน์จากราง แบ่งเป็น ขบวนรถโดยสาร และขบวนรถสินค้า โดยขบวนรถโดยสาร คำนวณจากอัตราค่าใช้ประโยชน์จากราง กรณีขบวนรถโดยสารร่วมบริการขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 4 คัน ราคา 44 บาทต่อคันต่อกิโลเมตร(กม.) และกรณีรถท่องเที่ยวร่วมบริการ ราคา 77 บาทต่อคันต่อ กม. คูณด้วยจำนวนคันของรถโดยสารที่ประกอบเป็นขบวน และระยะทางที่เดินรถ เช่น ขบวนรถโดยสารร่วมบริการ 12 คัน เส้นทางกรุงเทพอภิวัฒน์ – ชุมพร ระยะทาง 468 กม. ค่าใช้ประโยชน์จากราง (44x12x468) เท่ากับ 247,104 บาทต่อเที่ยว หรือขบวนรถท่องเที่ยวร่วมบริการ 4 คัน เส้นทางกรุงเทพ – หัวหิน ระยะทาง 229 กม. ค่าใช้ประโยชน์จากราง (77x4x229) เท่ากับ 70,532 บาทต่อเที่ยว ส่วนขบวนรถสินค้า ค่าใช้ประโยชน์จากรางคำนวณจากอัตราค่าใช้ประโยชน์จากราง ราคา 0.2065 บาทต่อตัน-กม. คูณด้วยน้ำหนักรวมขบวนรถ (Gross Tonnage) และระยะทางที่เดินรถ

นายพิเชฐ กล่าวด้วยว่า หลังจากที่ รฟท. ได้จัดทำเอกสารโครงข่ายราง หรือทางเฉพาะเสร็จ และเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างรอคณะรัฐมนตรี(ครม.) แต่งตั้งคณะกรรมการจัดสรรเวลาการเดินรถขนส่งทางราง เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ต่อไป นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมใช้ทางกับ รฟท. อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดย รฟท. ในฐานะผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐาน ต้องดำเนินการบนพื้นฐานของความเป็นกลาง โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ ตามมาตรา 68 แห่งพ.ร.บ.การขนส่งทางราง พ.ศ. 2568 ด้วย ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานทางรางของประเทศไทย รวมทั้งช่วยเพิ่มรายได้จากการใช้ประโยชน์จากรางให้กับ รฟท. เพื่อนำไปใช้พัฒนาระบบรางต่อไปอีกด้วย

ด้านนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่า รฟท. รักษาการผู้ว่า รฟท. กล่าวว่า รฟท. มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดการโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการเป็นผู้ให้บริการเดินรถที่ได้มาตรฐาน การเปิดประตูสู่การแข่งขันเสรีนี้ นอกจากจะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนในภาคโลจิสติกส์ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับประชาชนทั่วไป ที่จะมีทางเลือกในการเดินทาง และขนส่งสินค้าที่หลากหลายขึ้น มีบริการที่ทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ และได้รับอัตราค่าโดยสารที่เป็นธรรมมากยิ่งขึ้นจากกลไกตลาด
สำหรับประชาชน ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นายปริญญา รัตนาคม หัวหน้ากองวิจัยและพัฒนาการเดินรถ ฝ่ายปฏิบัติการเดินรถ รฟท. โทร.0-2220-4201 ในเวลาราชการ (09.00 – 16.00 น.) และสามารถ Download เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ ประจำปี 2569 ฉบับเต็มได้ที่ https://www.railway.co.th/download/law/เอกสารโครงข่ายรางหรือทางเฉพาะ_2569.pdf หรือสแกน QR Code บนภาพประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์หลักของ รฟท. ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป



