เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในฐานะว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2 (สาทร ปทุมวัน ราชเทวี) แทน น.ส.ธิษณา ชุณหะวัณ อดีต สส.กทม. เจ้าของพื้นที่เดิม ให้สัมภาษณ์ว่า ก่อนหน้านี้ตนเองเป็นอดีตนักเคลื่อนไหว เมื่อเริ่มเคลื่อนไหวมาระดับหนึ่งแล้วเห็นหลายประเด็นที่สามารถผลักดันให้เกิดผลได้จริง ซึ่งจะต้องทำผ่านกลไกรัฐสภา ประกอบกับพรรคประชาชนเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจเข้ามาสมัครเพื่อคัดเลือกเป็น สส. เป็นช่องทางสำคัญที่เราจะเข้าไปผลักดันวาระต่าง ๆ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ

เมื่อถามว่าได้ปรึกษา น.ส.ธิษะณา อดีต สส.เก่าในพื้นที่หรือไม่ นายเสกสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเองกับ น.ส.ธิษะณา เคลื่อนไหวด้วยกันตั้งแต่ปี 2563 รู้จักกัน ไม่ได้มีประเด็นที่จะไม่พูดคุยกัน สำหรับความมั่นใจในการทำพื้นที่ ตนเองเป็นคนราชเทวี เพราะฉะนั้นจึงมีความสันทัดพื้นที่อยู่พอสมควร ก่อนหน้านี้มีโอกาสลงพื้นที่ทำการบ้านได้เห็นปัญหาต่าง ๆ พร้อมที่จะแก้ปัญหาอย่างแน่นอน

นายเสกสิทธิ์ ยอมรับว่ากระแสตอบรับในพื้นที่ ส่วนมากยังสนับสนุนพรรคประชาชนอย่างเข้มแข็ง โดยประเด็นหลักที่อยากจะผลักดันคือ กรณีที่สังคมไทยอยู่ในสภาวะสังคมเทาโดยเฉพาะองค์กรตำรวจ ตนเองเคยอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาการปฏิรูปตำรวจมาก่อน จึงอยากนำประเด็นนี้ไปเป็นวาระหลักในการผลักดัน นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องกฎหมายการทำรัฐประหาร เนื่องจากเรายังไม่เคยมีการพูดถึงเรื่องความพยายามป้องกันการรัฐประหาร ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอย่างเป็นจริงเป็นจัง

ส่วนที่ประชาชนเริ่มหมดศรัทธากับพรรคการเมืองแม้แต่พรรคสีส้ม จะทำอย่างไรให้ประชาชนเกิดความศรัทธา นายเสกสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดาของสังคมประชาธิปไตย เชื่อว่านโยบายและแนวทางต่าง ๆ ที่พยายามผลักดันจะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับมายังประชาชนได้

“การเมืองไทยยังไม่หมดหวัง ยังมีความหวังอยู่ และความหวังสำคัญที่ทำให้เราสามารถแก้สถานการณ์การเมืองได้คือ การเลือกตั้งให้ประชาชนมาใช้เสียงมากที่สุด” นายเสกสิทธิ์ กล่าว

ขณะที่ประเด็นการแก้มาตรา 112 หากพรรคประชาชนไม่ได้ขับเคลื่อนต่อ นายเสกสิทธิ์ กล่าวว่า ประเด็นนี้มีความละเอียดอ่อน เราอาจจะต้องพยายามพูดคุยให้มากขึ้นเพื่อสร้างความเข้าใจและหาฉันทามติร่วมกันในเรื่องนี้.