เมื่อ “ทองคำ” ไม่ใช่แค่เครื่องประดับ แต่คือสินทรัพย์ ที่คนไทยนิยมซื้อเพื่อลงทุน และยังมีผลต่อค่าเงินบาท ทำให้เงินบาทไทยทำสถิติแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง (ระดับ 31.42 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 19 ธ.ค.68)

ปัจจุบันธุรกิจทองคำในประเทศไทย ยังไม่มีหน่วยงานใดที่เข้ามากำกับดูแลทั้งระบบอย่างชัดเจน ทำให้ที่ผ่านมามีข่าวว่า “ทองคำ” เป็นหนึ่งในช่องทางของเงินทุนสีเทา ที่ถูกเคลื่อนย้ายออกนอกประเทศอย่างตรวจสอบได้ยาก พร้อมกับการซื้อขาย หรือเทรดทองคำ โดยเฉพาะแพลตฟอร์มทองออนไลน์ มีมูลค่าธุรกรรมสูงมากจน “แบงก์ชาติ” กังวลว่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ และเป็นปัญหากับประเทศไทย

การกำกับดูแล “ทองคำ” ในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มขยับตัวแรงเพื่อคุมเข้มธุรกรรมทองคำที่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาท

ประเทศไทยคือหนึ่งในประเทศที่มีการซื้อขายทองคำติดอันดับต้นๆ ของโลก แต่ในมิติของกฎหมาย การกำกับดูแลธุรกิจทองคำในไทยยังคงมีลักษณะ “แยกส่วน” โดยไม่มีหน่วยงานหลักเพียงแห่งเดียวที่ดูแลทั้งระบบ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทองคำในปัจจุบัน

  • สมาคมค้าทองคำ : กำหนดราคากลางและดูแลมาตรฐานสมาชิก
  • สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และ กรมการค้าภายใน : ดูแลเรื่องฉลาก มาตรฐานเครื่องชั่ง และการคุ้มครองผู้บริโภค
  • สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) : ตรวจสอบความบริสุทธิ์และออกใบรับรอง
  • สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) : ดูแลเรื่องการฟอกเงินสำหรับธุรกรรมขนาดใหญ่

การคุมเข้มทองคำล่าสุด ธปท.ให้มีการรายงานข้อมูลธุรกรรมทองคำย้อนหลัง โดยเฉพาะผู้ค้าที่มีมูลค่าธุรกรรมเฉลี่ย 10,000 ล้านบาทต่อปีขึ้นไป เนื่องจากพบว่าธุรกรรมทองคำส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของ “ค่าเงินบาท” สูงถึง 50% ในบางช่วงเวลา

นอกจากนี้ ยังเตรียมนำแนวทาง “Travel Rule” ที่ใช้ในโลกคริปโตเคอร์เรนซี มาปรับใช้กับแอปพลิเคชันเทรดทองคำ เพื่อตรวจสอบที่มาของเงิน (Source of Funds) ป้องกันกลุ่มทุนสีเทาและลดความผันผวนของตลาด

เปรียบเทียบการกำกับดูแลทองคำไทย กับ ต่างประเทศ

ประเทศไทย

  • หน่วยงานกำกับดูแล : ยังไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจทองคำอย่างชัดเจน (กำลังหารือเพื่อหาหน่วยงานดูแล) แต่มีหลายหน่วยงานที่กำกับในบางกรณี เช่น สคบ. กระทรวงพาณิชย์ และธปท.
  • มาตรฐานความบริสุทธิ์ : นิยม 96.5% (มาตรฐานเฉพาะตัว)
  • การตรวจสอบข้อมูล : อยู่ระหว่างเริ่มบังคับใช้รายงานธุรกรรม
  • ภาษี : มี VAT 7% ยกเว้นบางกรณี

ประเทศสิงคโปร์

  • หน่วยงานกำกับดูแล : Enterprise Singapore
  • มาตรฐานความบริสุทธิ์ : 99.9% (มาตรฐานสากล)
  • การตรวจสอบข้อมูล : มีระบบ Digital Certificate และตรวจสอบเข้มข้น
  • ภาษี : สิงคโปร์ไม่มีภาษีกำไรจากทองคำ

สหราชอาณาจักร

  • หน่วยงานกำกับดูแล : FCA / LBMA
  • มาตรฐานความบริสุทธิ์ : 99.9% (Gold Bullion)
  • การตรวจสอบข้อมูล : Chain of Custody (ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน)
  • ภาษี : มีการจัดเก็บตามเกณฑ์ Capital Gains

สาเหตุที่ต้องกำกับดูแลธุรกิจทองคำในไทย

1.สกัดมิจฉาชีพออนไลน์ : ในปี 2566-2568 คดี “ทองปลอม” และ “ร้านทองทิพย์” พุ่งสูงขึ้น การมีระบบกำกับดูแลที่ชัดเจนจะช่วยคัดกรองผู้เล่นที่ไม่มีมาตรฐานออกไป

2.สกัดเงินทุนสีเทา : จากการให้รายงานธุรกรรมซื้อขายทอง จะทำให้ทราบที่มาที่ไปของเงินว่าอยู่ตรงไหน

3.เสถียรภาพการเงิน : ลดผลกระทบจากการเก็งกำไรทองคำที่ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกผ่านค่าเงินบาท

4.ยกระดับเป็นศูนย์กลาง Hub ภูมิภาค : หากไทยต้องการเป็นศูนย์กลางค้าทองคำในอาเซียน จำเป็นต้องปรับมาตรฐานความบริสุทธิ์และการตรวจสอบให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากกว่านี้